เบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีที ซูเปอร์สปอร์ตส์ 2025: บทสรุปของขุมพลังขับเคลื่อนล้อหลังที่นักสะสมต้องมี
จากประสบการณ์กว่าทศวรรษในวงการยานยนต์สุดหรูและสมรรถนะสูง ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของรถยนต์มากมาย แต่มีเพียงไม่กี่คันที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนและความตื่นเต้นได้เท่ากับการปรากฏตัวของ Bentley Continental GT Supersports เจเนอเรชันใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกยานยนต์ก้าวเข้าสู่ปี 2025 ที่เต็มไปด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลง แต่ Bentley กลับเลือกที่จะนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ความบริสุทธิ์” ของการขับขี่อีกครั้ง นี่ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือบทสรุปของปรัชญาการสร้างรถ Grand Tourer ที่เน้นผู้ขับขี่เป็นหัวใจสำคัญอย่างแท้จริง และด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียง 500 คันทั่วโลก พร้อมระบุหมายเลขเฉพาะแต่ละคัน ยิ่งทำให้รถคันนี้ไม่ใช่แค่รถยนต์สมรรถนะสูง แต่คือ การลงทุนในรถยนต์ ระดับมาสเตอร์พีซ และเป็นส่วนสำคัญใน การสะสมรถยนต์ ของนักสะสมทั่วโลก
ย้อนรอยตำนาน “Super Sports”: 100 ปี แห่งความบริสุทธิ์ของสมรรถนะ
การที่ Bentley ตัดสินใจนำชื่อ “Supersports” กลับมาอีกครั้งในวันนี้ ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปีของแบรนด์ เพราะชื่อนี้เคยสร้างตำนานให้กับ Bentley ตั้งแต่ยุค 1920s ด้วยรถยนต์รุ่น Super Sports ปี 1925 ซึ่งเป็นรถคันแรกของ Bentley ที่ทำความเร็วได้เกิน 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ความเร็วที่น่าทึ่งในยุคนั้น การกลับมาของ Supersports ในปี 2025 จึงไม่ใช่แค่การตั้งชื่อใหม่ แต่คือการสืบทอดจิตวิญญาณแห่งความเร็ว ความแม่นยำ และความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร มันคือการตีความใหม่ของคำว่า “สมรรถนะสูงสุด” ในแบบของ Bentley ที่ยังคงรักษากลิ่นอายความหรูหราสง่างามไว้ได้อย่างลงตัว
ในฐานะผู้ที่ติดตาม ตลาดรถหรูปี 2025 อย่างใกล้ชิด ผมมองว่าการที่ Bentley กล้าที่จะเปิดตัว รถยนต์รุ่นพิเศษ ที่เน้นความดิบของสมรรถนะ Pure ICE (Internal Combustion Engine) ในยุคที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจใน DNA ของตนเอง และเป็นการตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ยังคงโหยหา ประสบการณ์การขับขี่ ที่แท้จริง ที่เต็มไปด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ การตอบสนองที่ฉับไว และการเชื่อมโยงกับถนนอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ยังไม่สามารถเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การออกแบบภายนอก: ความงามที่เกิดจากหลักอากาศพลศาสตร์
เมื่อมองไปที่ Bentley Continental GT Supersports ใหม่ สิ่งแรกที่สะดุดตาคือการออกแบบที่ผสานความดุดันเข้ากับความสง่างามได้อย่างไร้ที่ติ ทุกเส้นสายและรายละเอียดล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสมรรถนะและหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง นี่ไม่ใช่แค่การออกแบบเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบที่ “ทำงาน” ได้จริง
กันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด มาพร้อมกับสปลิตเตอร์ขนาดใหญ่และช่องดักอากาศที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่สำคัญในการป้อนอากาศเข้าสู่ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์และเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งช่วยสร้างแรงกดด้านหน้า (Front Downforce) ทำให้รถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้นในย่านความเร็วสูง แผงกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่ผ่านการตัดด้วยเลเซอร์อย่างพิถีพิถัน สะท้อนถึงงานฝีมือระดับสูงและความใส่ใจในรายละเอียดที่ Bentley มีชื่อเสียง
เมื่อพิจารณาในส่วนของด้านข้าง รถมาพร้อมกับสเกิร์ตข้างดีไซน์ใหม่ที่ช่วยจัดการการไหลเวียนของอากาศตามแนวข้างตัวรถ และสิ่งที่โดดเด่นอย่างยิ่งคือหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนักตัวรถได้อย่างมหาศาล แต่ยังช่วยลดจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ให้ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและการควบคุมรถในทางโค้งที่ความเร็วสูง นี่คือหนึ่งในรายละเอียดที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Bentley ในการสร้าง รถยนต์สมรรถนะสูง ที่แท้จริง
ส่วนท้ายของรถก็ไม่น้อยหน้า ด้วยดิฟฟิวเซอร์ท้ายขนาดใหญ่ที่ออกแบบใหม่ทำงานร่วมกับกันชนท้ายที่มาพร้อมช่องระบายอากาศด้านข้าง ช่วยรีดอากาศที่ไหลผ่านใต้ท้องรถออกจากซุ้มล้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดแรงยกท้าย (Rear Lift) และเพิ่มแรงกดท้าย (Rear Downforce) เพื่อความมั่นคงสูงสุด และแน่นอนว่า ปีกท้ายแบบยึดตายตัว (Fixed Rear Wing) ที่ติดตั้งอยู่บนฝาท้าย ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างแรงกดมหาศาลที่ช่วยให้รถเกาะถนนได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงความเร็ว รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่ทรงพลังนี้ ทำให้แรงกดโดยรวมของ Supersports สามารถสร้างได้มากกว่า Continental GT Speed ถึง 300 กิโลกรัม ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับ รถสปอร์ต ระดับ Grand Tourer
และในส่วนของเสียงคำรามที่ไพเราะราวกับบทเพลง ท่อไอเสียไทเทเนียมจาก Akrapovič ไม่เพียงแต่ให้เสียงที่เร้าใจและเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การเลือกใช้วัสดุและพาร์ทเนอร์ระดับโลกเช่นนี้ ตอกย้ำถึงความพรีเมียมและความมุ่งมั่นในสมรรถนะที่ Bentley ต้องการมอบให้กับลูกค้า
แชสซีและระบบขับเคลื่อน: จุดเปลี่ยนแห่งยุค RWD ครั้งแรก
นี่คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ Bentley Continental GT Supersports แตกต่างจาก Continental GT รุ่นอื่นๆ โดยสิ้นเชิง นั่นคือการนำระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD – Rear Wheel Drive) มาใช้เป็นครั้งแรกในตระกูล GT Supersports ซึ่งเป็นสิ่งที่นักขับและผู้เชี่ยวชาญหลายคนเฝ้ารอคอยมานานกว่าทศวรรษ
ในฐานะผู้ที่หลงใหลใน การขับขี่แบบ RWD ผมสามารถยืนยันได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะมอบ ประสบการณ์การขับขี่ ที่บริสุทธิ์และเชื่อมโยงกับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น ระบบขับเคลื่อนล้อหลังทำให้พวงมาลัยมีความรู้สึกเป็นธรรมชาติและคมชัดยิ่งขึ้น เนื่องจากล้อหน้าไม่ต้องรับภาระในการถ่ายทอดกำลังเครื่องยนต์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสได้ถึงการตอบสนองของตัวรถและพื้นผิวถนนได้อย่างละเอียดลออมากขึ้น นอกจากนี้ RWD ยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการถ่ายเทน้ำหนักและอาการท้ายของรถได้อย่างแม่นยำ สร้างความสนุกสนานเร้าใจและท้าทายในการขับขี่ที่แตกต่างจากระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ที่ Bentley คุ้นเคย ผู้ขับขี่ที่มีทักษะจะสามารถใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีรถยนต์ นี้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นบนท้องถนนหรือในสนามแข่ง
การลดน้ำหนักตัวรถให้อยู่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม ถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าทึ่งสำหรับรถยนต์ Grand Tourer ขนาดใหญ่เช่นนี้ การใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในหลายส่วน รวมถึงหลังคาและชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร การตัดเบาะหลังออก และการใช้วัสดุน้ำหนักเบาอื่นๆ ล้วนมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักโดยรวม สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักให้ดียิ่งขึ้น แต่ยังส่งผลดีต่อการเบรก การเลี้ยว และการเร่งความเร็ว ทำให้รถมีการตอบสนองที่ว่องไวและคล่องตัวอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่
ระบบเบรกก็ได้รับการอัพเกรดให้รองรับสมรรถนะระดับสูง ด้วยเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาดมหึมา ด้านหน้าขนาด 440 มม. พร้อมคาลิปเปอร์ 10 สูบ และด้านหลังขนาด 410 มม. พร้อมคาลิปเปอร์ 4 สูบ ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกนี้ให้พลังการหยุดรถที่เหนือกว่า ทนทานต่อการเฟดของเบรกแม้อยู่ภายใต้การใช้งานหนักในสนามแข่ง และยังมีน้ำหนักเบากว่าเบรกเหล็กทั่วไป ซึ่งช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง (Unsprung Mass) ส่งผลให้การควบคุมรถดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ล้อฟอร์จน้ำหนักเบาขนาด 22 นิ้วที่พัฒนาร่วมกับ Manthey Racing บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านรถแข่งชื่อดัง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะการขับขี่ Manthey Racing มีชื่อเสียงในการพัฒนาชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ และการร่วมมือกันครั้งนี้ย่อมหมายถึงล้อที่ไม่เพียงแต่แข็งแรงทนทาน แต่ยังเบาเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยลดน้ำหนักใต้สปริงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้การยึดเกาะถนน การตอบสนองของพวงมาลัย และคุณภาพการขับขี่โดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่าการที่ Bentley ผนวกเอาองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน คือการสร้าง นวัตกรรมยานยนต์ ที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านความเร็ว แต่ยังมอบความรู้สึกในการขับขี่ที่แตกต่างและน่าจดจำ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในยุคปัจจุบัน
ขุมพลัง V8 บริสุทธิ์: หัวใจแห่งความเร้าใจ
ภายใต้ฝากระโปรงของ Continental GT Supersports คือขุมพลัง เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่ไร้ระบบไฮบริดแบบเพียวๆ นี่คือหัวใจที่เต้นด้วยจังหวะอันเร้าใจ ให้กำลังสูงสุดถึง 666 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 800 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถ Grand Tourer ที่เน้นการขับขี่เป็นหลัก การที่ Bentley เลือกใช้เครื่องยนต์ V8 แบบ Pure ICE ในยุคที่หลายแบรนด์กำลังมุ่งสู่การผสมผสานระบบไฮบริด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเครื่องยนต์สันดาปภายใน และความต้องการที่จะมอบ ประสบการณ์การขับขี่ ที่ตรงไปตรงมาและดิบแต่ทรงพลัง
กำลังมหาศาลนี้ถูกส่งผ่านเกียร์คลัตช์คู่ ZF แปดสปีด ซึ่งเป็นระบบส่งกำลังที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความรวดเร็วและความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้การเร่งความเร็วเป็นไปอย่างต่อเนื่องและฉับไว ตัวเลข 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.7 วินาที และความเร็วสูงสุดประมาณ 310 กม./ชม. (ซึ่งตัวเลขอย่างเป็นทางการอาจมีการยืนยันในภายหลัง) คือข้อพิสูจน์ถึงสมรรถนะอันดุดันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหรูหรานั้น
ในฐานะผู้ขับขี่ที่คุ้นเคยกับ รถยนต์สมรรถนะสูง มานาน ผมสามารถจินตนาการได้ถึงความรู้สึกเมื่อเหยียบคันเร่งของ Supersports: แรงบิดมหาศาลที่มาอย่างต่อเนื่อง เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V8 ที่ดุดันแต่ไพเราะ การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วราวกับกระสุน และการเร่งแซงที่มั่นใจในทุกช่วงความเร็ว นี่คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างพละกำลังดิบและความประณีตทางวิศวกรรม ที่ทำให้ Supersports ไม่ใช่แค่รถยนต์ที่เร็ว แต่เป็นรถยนต์ที่ “ขับสนุก” อย่างแท้จริง
ห้องโดยสาร: สวรรค์ของนักขับผู้ต้องการความพิเศษ
แม้จะเน้นย้ำถึงสมรรถนะและความเป็น รถสปอร์ต แต่ Bentley ก็ไม่เคยทิ้งรากฐานแห่งความหรูหรา ห้องโดยสารของ Continental GT Supersports ได้รับการปรับแต่งเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับผู้ขับขี่ ตำแหน่งเบาะผู้ขับขี่ถูกปรับให้ต่ำลงกว่าเดิม เพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถและสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของแชสซีได้อย่างละเอียด เบาะนั่งสปอร์ตดีไซน์ใหม่ให้การโอบกระชับที่ยอดเยี่ยม รองรับสรีระได้ดีเยี่ยมขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่ยังคงไว้ซึ่งความสบายตามแบบฉบับ Bentley
เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดน้ำหนัก เบาะหลังจึงถูกตัดออกไป และแทนที่ด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ที่สวยงามและน้ำหนักเบา ซึ่งตอกย้ำถึงแนวคิด “Pure Performance” ที่ Bentley ต้องการนำเสนอ วัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารเน้นการใช้หนังแท้คุณภาพสูง สลับกับ Dinamica (ไมโครไฟเบอร์คุณภาพสูงที่มีผิวสัมผัสคล้ายหนังกลับ) และคาร์บอนไฟเบอร์ที่ถูกจัดวางอย่างประณีต ซึ่งไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกสปอร์ตดุดัน แต่ยังคงไว้ซึ่งสัมผัสแห่งความหรูหรา และแน่นอนว่า ลูกค้าสามารถเลือกโทนสีและวัสดุตกแต่งต่างๆ ได้ตามความชอบส่วนตัวผ่านแผนก Mulliner ซึ่งเป็นแผนกพิเศษที่ดูแลเรื่องการตกแต่งเฉพาะบุคคล ทำให้แต่ละคันมีความพิเศษและเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง
การผสมผสานระหว่างความหรูหราของ Mulliner กับความดิบของคาร์บอนไฟเบอร์และเบาะนั่งแบบสปอร์ต เป็นสิ่งที่ทำให้ Supersports มีเสน่ห์เฉพาะตัว มันคือความกลมกลืนของสองโลกที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่ Bentley สามารถรังสรรค์ให้มันอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว นี่คือพื้นที่ที่นักขับสามารถดื่มด่ำกับ ประสบการณ์การขับขี่ ที่ไม่เหมือนใคร ในสภาพแวดล้อมที่หรูหราและออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักขับอย่างแท้จริง
ความพิเศษและการครอบครอง: โอกาสทองของนักสะสมในปี 2025
ด้วยการผลิตที่จำกัดเพียง 500 คันทั่วโลก พร้อมการระบุหมายเลขเฉพาะแต่ละคัน Bentley Continental GT Supersports จึงไม่ใช่แค่ รถหรู หรือ รถสปอร์ต ทั่วไป แต่มันคือ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่มีสถานะเป็นของสะสมอันล้ำค่า ท่ามกลางกระแสของ ตลาดรถหรูปี 2025 ที่มีการแข่งขันสูงและแนวโน้มที่ชัดเจนไปทางรถยนต์ไฟฟ้า การครอบครอง Supersports ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 บริสุทธิ์เช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนการจับจองชิ้นส่วนแห่งประวัติศาสตร์ยานยนต์ ที่คุณค่าจะเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา
จากข้อมูลที่เราได้รับ ตัวรถจะเริ่มเข้าสู่สายการผลิตในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 และจะพร้อมส่งมอบสู่ตลาดสำคัญทั่วโลกในช่วงต้นปี 2027 ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการแสดงความสนใจและสั่งจองสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของ รถยนต์รุ่นพิเศษ คันนี้ เพราะด้วยจำนวนที่จำกัดและชื่อเสียงของ Bentley ในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่เป็นที่ต้องการ การตัดสินใจที่รวดเร็วคือสิ่งสำคัญ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่า Supersports ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อรถยนต์ แต่เป็นการ ลงทุนในรถยนต์ ที่มีศักยภาพในการเป็นที่ต้องการของตลาด การสะสมรถยนต์ ในอนาคต และเป็นบทพิสูจน์ถึงรสนิยมอันโดดเด่นของผู้ครอบครองที่เข้าใจถึงคุณค่าของสมรรถนะที่แท้จริง งานศิลปะทางวิศวกรรมนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน แต่มีไว้สำหรับผู้ที่กล้าที่จะแตกต่าง และมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน
สรุป: บทสรุปของ Grand Tourer ที่เหนือกว่าทุกความคาดหมาย
Bentley Continental GT Supersports 2025 คือบทสรุปของปรัชญาการสร้างรถยนต์ Grand Tourer ที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหราอันประณีตตามแบบฉบับ Bentley เข้ากับสมรรถนะอันดุดันที่ไร้การประนีประนอม การเป็นครั้งแรกของระบบขับเคลื่อนล้อหลังใน Supersports การลดน้ำหนักอย่างมหาศาล การออกแบบที่คำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ และขุมพลัง V8 บริสุทธิ์ 666 แรงม้า ล้วนทำให้รถคันนี้เป็นมากกว่าแค่ รถยนต์พรีเมียม แต่มันคือนิยามใหม่ของคำว่า “Ultimate Driver’s Car”
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถหรู ที่ไม่เพียงแต่มีความสง่างาม แต่ยังมอบ ประสบการณ์การขับขี่ ที่เร้าใจและเป็นส่วนตัวที่สุดเท่าที่ Bentley เคยสร้างมา Continental GT Supersports คือคำตอบ มันคือ รถยนต์รุ่นพิเศษ ที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการ รถยนต์สมรรถนะสูง และเป็นตำนานบทใหม่ที่คู่ควรแก่การจดจำและครอบครอง
อย่าพลาดโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์ หากคุณคือผู้ที่ปรารถนาในความสมบูรณ์แบบ ความพิเศษ และสมรรถนะที่แท้จริง Bentley Continental GT Supersports 2025 คือสิ่งที่คุณต้องสัมผัสด้วยตัวเอง ติดต่อตัวแทนจำหน่าย Bentley อย่างเป็นทางการวันนี้ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสั่งจอง และร่วมเป็นเจ้าของหนึ่งใน 500 คันของ รถสปอร์ต ที่จะกลายเป็นตำนานบทใหม่ในวงการ การลงทุนในรถยนต์ และ การสะสมรถยนต์ ทั่วโลกก่อนที่โอกาสนี้จะผ่านไป!

