Bentley Continental GT Supersports 2027: ปรากฏการณ์ขับหลัง 500 คัน ที่สุดแห่งสมรรถนะและเอกสิทธิ์
ในโลกยานยนต์ปี 2025 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมใหม่ๆ มีชื่อหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราควบคู่ไปกับสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด นั่นคือ Bentley และเมื่อกล่าวถึงที่สุดแห่งความเป็นเบนท์ลีย์ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่แสวงหาสมรรถนะอันดุดัน พร้อมประสบการณ์ขับขี่ที่บริสุทธิ์และเร้าใจที่สุด ชื่อของ Bentley Continental GT Supersports รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2027 คือคำตอบที่ไม่สามารถละเลยได้ นี่ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือปรากฏการณ์ คือบทสรุปของวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูง และคือบทเพลงสรรเสริญให้กับตำนาน “Super Sports” ที่ถือกำเนิดมายาวนานกว่าศตวรรษ การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ Continental GT ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) เป็นครั้งแรกในตระกูล และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 คันทั่วโลก แต่ละคันพร้อมหมายเลขกำกับเฉพาะตัว บ่งบอกถึงเอกสิทธิ์ที่หาใดเทียบได้ สำหรับผู้ที่เข้าใจและมองหาสมรรถนะการขับขี่สูงสุดอย่างแท้จริง นี่คือบทความที่เจาะลึกทุกแง่มุมจากประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการยานยนต์ เพื่อพาคุณไปสัมผัสกับความพิเศษของ “ตัวโหดตัวจบ” คันนี้
พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์: ปรัชญาการออกแบบที่มุ่งเน้นสมรรถนะสูงสุด
ทันทีที่สายตาเราได้สัมผัสกับ Bentley Continental GT Supersports สิ่งแรกที่รับรู้ได้คือความดุดันที่ซ่อนอยู่ภายใต้เส้นสายอันสง่างามตามแบบฉบับ Bentley ทุกองค์ประกอบภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อเป้าหมายเดียวคือการยกระดับแอโรไดนามิกและลดน้ำหนักให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในปี 2025 นี้ แนวคิดของการออกแบบรถยนต์สมรรถนะสูงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสวยงาม แต่ต้องคำนึงถึง “ฟังก์ชัน” ที่สนับสนุนประสิทธิภาพอย่างสูงสุด และ Supersports ก็เป็นเครื่องยืนยันปรัชญานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เริ่มจากด้านหน้า กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมสปลิตเตอร์ขนาดใหญ่และช่องรับลมที่เปิดกว้างอย่างดุดัน ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่สร้างแรงกด (downforce) มหาศาลให้กับตัวรถ ช่วยให้ยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้นในความเร็วสูง ช่องรับลมขนาดใหญ่เหล่านี้ยังช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่ทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ตัดด้วยเลเซอร์อย่างประณีต ไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังเพิ่มความไหลลื่นของอากาศเข้าสู่ห้องเครื่องอย่างเหนือชั้น การเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบาในรถยนต์ระดับนี้เป็นหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมายด้านสมรรถนะ ซึ่ง Bentley ได้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างเต็มที่
ในส่วนของด้านข้าง สเกิร์ตข้างที่ได้รับการออกแบบใหม่ ช่วยจัดการการไหลเวียนของอากาศตามแนวตัวรถ ลดแรงต้านทาน และเสริมความเสถียร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่ออวดเทคโนโลยี แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการลดจุดศูนย์ถ่วงของรถ (Center of Gravity) ทำให้การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงมีความมั่นคงและแม่นยำยิ่งขึ้น นี่คือรายละเอียดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์จะให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อฟิลลิ่งในการขับขี่ที่ดุดันและตอบสนอง
ขณะที่ด้านท้าย ดิฟฟิวเซอร์ท้ายขนาดใหญ่ที่รวมเข้ากับกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ พร้อมช่องลมด้านข้างที่ช่วยรีดอากาศออกจากซุ้มล้อ สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนาทางด้านแอโรไดนามิกที่ซับซ้อน ช่วยลดแรงยก (lift) และเพิ่มแรงกดให้กับเพลาท้ายอย่างมหาศาล ปีกท้ายแบบยึดตายตัวกับฝาท้าย ไม่ใช่ปีกที่พับเก็บได้เหมือนรุ่นปกติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะมอบสมรรถนะสูงสุดโดยไม่มีการประนีประนอม ไม่ว่าจะเป็นความเร็วระดับใด ปีกนี้จะทำงานเพื่อตรึงท้ายรถให้มั่นคงอยู่เสมอ ปิดท้ายด้วยระบบท่อไอเสียไทเทเนียมจาก Akrapovič ซึ่งไม่เพียงให้น้ำเสียงเครื่องยนต์ที่ดุดันเร้าใจ แต่ยังช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับท่อไอเสียแบบมาตรฐาน ทั้งหมดนี้คือการหลอมรวมเทคโนโลยีและศิลปะการออกแบบเพื่อสร้างสุดยอดยานยนต์ที่เน้นสมรรถนะอย่างแท้จริง และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Bentley Continental GT Supersports ราคา ที่สูงลิบลิ่วจึงคุ้มค่าในสายตาของนักสะสมและผู้ที่มองหา รถสปอร์ตพรีเมียม ที่เหนือระดับ
วิศวกรรมขั้นสูงสุด: ระบบขับเคลื่อน เบรก และช่วงล่างที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณนักแข่ง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Bentley Continental GT Supersports แตกต่างและโดดเด่นอย่างแท้จริงคือการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ของ Bentley ในการใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) เป็นครั้งแรกในตระกูล Continental GT จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ การเปลี่ยนผ่านจากระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Bentley มาสู่ RWD ในรุ่น Supersports แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์ที่สุด ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงขีดจำกัดของรถยนต์ และได้เชื่อมโยงกับถนนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ระบบขับเคลื่อนล้อหลังให้ความรู้สึกที่ “ดิบ” และ “มีชีวิตชีวา” มากกว่า ทำให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมีส่วนร่วมและท้าทายยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักขับตัวจริงแสวงหา การกระจายน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบและการตอบสนองของพวงมาลัยที่เฉียบคมขึ้น คือผลลัพธ์โดยตรงของการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ นี่คือ รถยนต์ขับหลัง ระดับสุดยอดที่รอคอย
เพื่อให้การควบคุมพลังอันมหาศาลเป็นไปได้อย่างมั่นใจ Bentley ได้ทำการ “รีดน้ำหนัก” ตัวรถลงให้เหลือต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่ระดับนี้ การลดน้ำหนักทำได้ผ่านการใช้วัสดุและส่วนประกอบน้ำหนักเบา อาทิ คาร์บอนไฟเบอร์ในหลายส่วนของตัวถังและภายในห้องโดยสาร รวมถึงล้อฟอร์จน้ำหนักเบาขนาด 22 นิ้ว ที่พัฒนาร่วมกับ Manthey Racing ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านรถแข่งและอุปกรณ์เสริมสมรรถนะสูง ล้อเหล่านี้ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังแข็งแกร่งและเบาอย่างเหลือเชื่อ ช่วยลดมวลที่ไม่ได้เป็นส่วนสปริง (unsprung mass) ทำให้ช่วงล่างทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การลดน้ำหนักยังส่งผลโดยตรงต่ออัตราเร่ง การเบรก และการควบคุมรถ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ยานยนต์สมรรถนะสูง ทุกคันต้องให้ความสำคัญ
แน่นอนว่าเมื่อมีสมรรถนะสูง ย่อมต้องการระบบเบรกที่ทรงพลังไม่แพ้กัน Bentley Continental GT Supersports มาพร้อมกับระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกที่เหนือชั้น จานเบรกด้านหน้าขนาดมหึมา 440 มม. จับคู่กับคาลิปเปอร์ 10 สูบ ส่วนด้านหลังขนาด 410 มม. พร้อมคาลิปเปอร์ 4 สูบ เบรกคาร์บอนเซรามิก ประโยชน์ ของมันคือความสามารถในการทนทานต่อความร้อนได้สูงมาก ทำให้ประสิทธิภาพการเบรกไม่ลดลงแม้จะใช้งานอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง (fade resistance) และที่สำคัญคือมีน้ำหนักเบากว่าจานเบรกเหล็กทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด การลงทุนในระบบเบรกระดับนี้คือการรับประกันความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการหยุดรถ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ที่ทำความเร็วได้สูงถึง 310 กม./ชม. ระบบช่วงล่างยังได้รับการปรับจูนใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับสมรรถนะที่เพิ่มขึ้นและระบบขับเคลื่อน RWD เพื่อให้การขับขี่ทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่งเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
หัวใจที่เร้าใจ: ขุมพลัง V8 เทอร์โบคู่ที่บริสุทธิ์
ภายใต้ฝากระโปรงหน้าที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันของ Bentley Continental GT Supersports บรรจุด้วยหัวใจอันทรงพลัง นั่นคือเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ แบบเพียวๆ ไม่มีระบบไฮบริดมาเกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญา “Pure Performance” ที่ Bentley ต้องการมอบให้กับรถรุ่นนี้ ในปี 2025 ที่เทรนด์ของระบบไฮบริดและไฟฟ้ากำลังมาแรง การยึดมั่นในเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทรงพลังเช่นนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่รักในเสียงคำรามของเครื่องยนต์และ ซูเปอร์คาร์ V8 ที่แท้จริง
เครื่องยนต์ V8 บล็อกนี้ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 666 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดสูงสุดมหาศาลถึง 800 นิวตันเมตร (Nm) ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงความสามารถในการเร่งความเร็วที่น่าทึ่ง และพละกำลังสำรองที่พร้อมตอบสนองทุกย่างก้าวของคันเร่ง แรงม้าที่ 666 ตัว ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่น่าประทับใจ แต่เป็นพลังที่ถูกถ่ายทอดลงสู่พื้นถนนผ่านเกียร์คลัตช์คู่ ZF แปดสปีด ที่ได้รับการปรับจูนมาเป็นพิเศษเพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและราบรื่นอย่างที่สุดในทุกสถานการณ์ การทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และเกียร์นี้ ส่งผลให้ Continental GT Supersports สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.7 วินาทีเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่จัดอยู่ในกลุ่ม สมรรถนะการขับขี่สูงสุด ของซูเปอร์คาร์ชั้นนำระดับโลก และสามารถทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุดประมาณ 310 กม./ชม. (ตัวเลขอย่างเป็นทางการจะมีการยืนยันอีกครั้ง)
การที่ Bentley เลือกใช้เครื่องยนต์ V8 แทนที่จะเป็น W12 ในรุ่นนี้ ก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดน้ำหนักบริเวณด้านหน้าของรถ และเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ที่เน้นการขับขี่แบบ Driver-Focused การไม่มีระบบไฮบริดยังหมายถึงการลดความซับซ้อนของระบบ และคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของประสบการณ์การขับขี่ที่ รถยนต์หรู สมรรถนะสูง ควรจะเป็น นี่คือเครื่องยนต์ที่ไม่ได้แค่ให้ตัวเลขที่สวยงาม แต่ยังให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่ดิบ ดุดัน และเร้าใจอย่างแท้จริง เป็นหัวใจที่เต้นรัวพร้อมจะพาคุณไปสัมผัสกับขีดจำกัดของความเร็วและสมรรถนะ
สุนทรียภาพในห้องโดยสาร: ความหรูหราที่ตอบสนองนักขับ
แม้ว่า Bentley Continental GT Supersports จะมุ่งเน้นที่สมรรถนะเป็นหลัก แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งหัวใจสำคัญของ Bentley นั่นคือความหรูหราและประณีตภายในห้องโดยสาร ในปี 2025 แนวคิดของรถยนต์สมรรถนะสูงไม่ได้หมายถึงการประนีประนอมกับความสะดวกสบาย แต่เป็นการผสมผสานความหรูหราเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานที่สนับสนุนการขับขี่อย่างเต็มที่
ภายในห้องโดยสารได้รับการปรับแต่งให้เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ตำแหน่งเบาะผู้ขับขี่ถูกปรับให้ต่ำลงกว่าเดิม เพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์มากขึ้น และได้รับฟีดแบ็กจากถนนได้ดีขึ้น เบาะนั่งสปอร์ตแบบใหม่ได้รับการออกแบบให้โอบกระชับสรีระ มอบการรองรับที่ยอดเยี่ยมในระหว่างการขับขี่ด้วยความเร็วสูง หรือในขณะเข้าโค้งอย่างดุดัน แม้ว่าเบาะหลังจะถูกตัดออกไป เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดน้ำหนักและเพิ่มพื้นที่สำหรับการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ แต่เบนท์ลีย์ก็ยังคงรักษากลิ่นอายของความหรูหราไว้ได้อย่างครบถ้วน
วัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารยังคงเน้นการผสมผสานระหว่างหนังแท้คุณภาพสูง Dinamica และคาร์บอนไฟเบอร์ วัสดุ Dinamica ซึ่งเป็นไมโครไฟเบอร์ประสิทธิภาพสูง ให้สัมผัสที่นุ่มนวลและยึดเกาะได้ดีเยี่ยม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพวงมาลัยและเบาะนั่ง ในขณะที่คาร์บอนไฟเบอร์ที่ปรากฏอยู่ทั่วห้องโดยสาร ไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังเพิ่มความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัยได้อย่างลงตัว ผู้ครอบครองยังสามารถเลือกโทนสีและวัสดุต่างๆ ได้ตามความชอบส่วนตัว ผ่านแผนก Mulliner ซึ่งเป็นแผนกเฉพาะทางของ Bentley ที่เชี่ยวชาญด้านการ ปรับแต่งรถยนต์เฉพาะบุคคล Mulliner ไม่เพียงแค่ช่วยให้รถของคุณมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ Bentley Mulliner ที่จะยกระดับความหรูหราและเอกสิทธิ์ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น นี่คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความหรูหรา ความสปอร์ต และความเป็นไปได้ในการปรับแต่งที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ รถยนต์ลิมิเต็ด อิดิชั่น ควรจะเป็น
เอกสิทธิ์ที่หาได้ยาก: การลงทุนในตำนานที่กำลังจะเกิดขึ้น
Bentley Continental GT Supersports ไม่ใช่แค่ รถยนต์หายาก แต่เป็นผลงานชิ้นเอกที่ถูกจำกัดจำนวนการผลิตไว้อย่างเข้มงวดเพียง 500 คันทั่วโลกเท่านั้น ซึ่งแต่ละคันจะมาพร้อมหมายเลขเฉพาะ บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของ รถยนต์ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่แท้จริง ในปี 2025 ตลาดรถยนต์ซูเปอร์คาร์และรถยนต์หรูรุ่นพิเศษยังคงเป็นที่ต้องการอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรุ่นที่ผลิตจำนวนจำกัดและมีเรื่องราวอันเป็นตำนาน การเป็นเจ้าของ Supersports จึงไม่ใช่เพียงแค่การได้รถยนต์สมรรถนะสูง แต่คือการได้ครอบครองประวัติศาสตร์และงานศิลปะทางวิศวกรรม ที่มีศักยภาพในการเป็น การลงทุนในรถยนต์คลาสสิก ในอนาคต
การผลิต Supersports มีกำหนดเริ่มต้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 และจะพร้อมส่งมอบสู่ตลาดสำคัญทั่วโลกในช่วงต้นปี 2027 ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง สำหรับนักสะสมและผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย การตัดสินใจอย่างรวดเร็วและการติดต่อผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ Bentley Continental GT Supersports ราคา ที่สูงนั้นมาพร้อมกับความต้องการที่สูงยิ่งกว่า การเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นนี้คือการก้าวเข้าสู่กลุ่มคนพิเศษที่เข้าใจในคุณค่าของความประณีต ความเร็ว และเอกสิทธิ์ที่ไม่มีใครเหมือน
สรุป: ตำนานบทใหม่ที่พร้อมจะโลดแล่น
Bentley Continental GT Supersports ปี 2027 คือบทสรุปของความเป็นเลิศทางวิศวกรรม ความหรูหรา และสมรรถนะที่บริสุทธิ์ นี่คือรถยนต์ที่ Bentley สร้างขึ้นเพื่อผู้ขับขี่ตัวจริง เพื่อผู้ที่ต้องการสัมผัสถึงขีดสุดของประสบการณ์การขับขี่ โดยไม่ละทิ้งความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลังเป็นครั้งแรก การลดน้ำหนักอย่างชาญฉลาด ขุมพลัง V8 เทอร์โบคู่ที่ไร้การประนีประนอม และการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน ทำให้ Supersports ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือตำนานบทใหม่ที่ Bentley ได้เขียนขึ้น
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมเชื่อมั่นว่า Bentley Continental GT Supersports จะกลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่ถูกจดจำและเป็นที่ปรารถนามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Bentley อย่างแน่นอน หากคุณคือผู้ที่กำลังมองหาสุดยอดยานยนต์ที่ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะ และเอกสิทธิ์ไว้ในหนึ่งเดียว หรือต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตำนานบทใหม่นี้ อย่ารอช้าที่จะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและเตรียมพร้อมสำหรับการครอบครอง รถยนต์ลิมิเต็ด อิดิชั่น อันทรงคุณค่าคันนี้ โอกาสในการเป็นเจ้าของยานยนต์ระดับตำนานเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
คำเชิญ: อย่าพลาดโอกาสครั้งสำคัญนี้
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่ปรารถนาจะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและเป็นเจ้าของหนึ่งใน 500 คันของ Bentley Continental GT Supersports ที่ผลิตจำนวนจำกัดนี้ ผมขอเชิญชวนให้ท่านติดต่อผู้จัดจำหน่าย Bentley อย่างเป็นทางการในประเทศไทย หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Bentley เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสั่งจองและรายละเอียดเฉพาะต่างๆ ก่อนที่โอกาสอันเป็นเอกสิทธิ์นี้จะหมดไป เพราะสำหรับ รถยนต์หายาก ระดับตำนานเช่นนี้ การตัดสินใจที่รวดเร็วคือกุญแจสำคัญสู่การได้มาซึ่งความภาคภูมิใจในการครอบครอง จงเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์อันยิ่งใหญ่ครั้งนี้

