Rolls-Royce: ตำนานแห่งความหรูหราเหนือกาลเวลา จากอดีตสู่ยุคไฟฟ้า 2025
ในโลกแห่งยานยนต์ มีเพียงไม่กี่ชื่อที่สามารถยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา ความสมบูรณ์แบบ และวิศวกรรมอันล้ำเลิศได้เฉกเช่น Rolls-Royce แบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นจากความมุ่งมั่นของสองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ Charles Rolls และ Sir Henry Royce ได้พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างต่อเนื่องกว่าศตวรรษ จากรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน สู่ยุคสมัยแห่งพลังงานไฟฟ้าที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ในปี 2025 นี้ บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเข้าไปในเส้นทางอันยาวนานของ Rolls-Royce พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตที่กำลังจะมาถึง ด้วยมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์หรูที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี
กำเนิดแห่งความทะเยอทะยาน: สองวิสัยทัศน์ที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง (ค.ศ. 1904)
เรื่องราวของ Rolls-Royce เริ่มต้นขึ้นจากความแตกต่างที่ลงตัวของบุคคลสองคน ผู้ที่มาจากภูมิหลังที่ต่างกันสุดขั้ว แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด
Charles Stewart Rolls: ผู้บุกเบิกแห่งความเร็วและความสง่างาม
Charles Rolls เกิดในปี 1877 ในครอบครัวชนชั้นสูงผู้มั่งคั่ง เขาได้รับการศึกษาจากสถาบันชั้นนำอย่าง Eton และ Trinity College, Cambridge ด้วยความหลงใหลในวิศวกรรมเครื่องกลและยานยนต์ Rolls กลายเป็นบัณฑิตคนแรกที่ครอบครองรถยนต์ส่วนตัว เขามีชื่อเสียงในฐานะนักขับผู้เชี่ยวชาญ และเคยสร้างสถิติโลกด้านความเร็วในปี 1903 ที่ดับลิน ด้วยรถยนต์ Mors 30 แรงม้า ความเร็ว 133 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการแข่งรถของตน Rolls ได้ก่อตั้งตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แห่งแรกในสหราชอาณาจักรร่วมกับ Claude Johnson ในชื่อ C.S. Rolls & Co. ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ Peugeot และ Minerva
Sir Henry Royce: ปรมาจารย์แห่งวิศวกรรมและความสมบูรณ์แบบ
ตรงกันข้ามกับ Rolls, Henry Royce เกิดในปี 1863 ในปีเตอร์โบโรห์ ประเทศอังกฤษ ด้วยฐานะที่ยากจน เขาต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ 9 ขวบ ทั้งการขายหนังสือพิมพ์และเป็นเด็กส่งจดหมาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความกระหายในการเรียนรู้ Royce ได้รับโอกาสฝึกงานที่ Great Northern Railway Works เขาใช้ทุกช่วงเวลาในการพัฒนาตนเอง ศึกษาพีชคณิตวิศวกรรมยามค่ำคืน จนพรสวรรค์ด้านวิศวกรรมเปล่งประกาย นำเขาไปสู่การทำงานกับบริษัท Electric Light and Power Company และต่อมาก่อตั้งธุรกิจของตนเองกับ Ernest Claremont ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ออดบ้านและไดนาโม
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของ Royce คือเมื่อเขาซื้อรถยนต์ Decauville มือสองแบบ 2 สูบจากฝรั่งเศส แม้จะเป็นรถยนต์ แต่ Royce พบข้อบกพร่องมากมาย สิ่งนี้กระตุ้นให้เขามีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะสร้างสรรค์ “สิ่งที่สมบูรณ์แบบ” อันเป็นที่มาของปรัชญาอันโด่งดังของ Rolls-Royce ที่ว่า “จงใช้สิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่ แล้วทำให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก” (Take the best that exists and make it better) ในปลายปี 1903 Royce ได้ออกแบบและสร้างเครื่องยนต์เบนซินเครื่องแรกของเขา และในเดือนเมษายน 1904 รถยนต์ Royce 10hp คันแรกก็ถือกำเนิดขึ้น
การเผชิญหน้าครั้งประวัติศาสตร์ ณ โรงแรม Midland
Henry Edmunds ผู้ถือหุ้นในบริษัทของ Royce และเป็นเพื่อนของ Rolls ได้จัดให้มีการประชุมครั้งสำคัญในวันที่ 4 พฤษภาคม 1904 ณ โรงแรม Midland เมืองแมนเชสเตอร์ ทันทีที่ Rolls ได้เห็นและทดลองขับรถยนต์ Royce 10hp แบบ 2 สูบ เขารู้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เขากำลังมองหา Rolls ตกลงที่จะเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ทุกคันที่ Royce สร้างขึ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานที่ชื่อว่า “Rolls-Royce”
ยุคทองแห่งการสร้างชื่อเสียง: “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” (ค.ศ. 1907 – 1920s)
เมื่อแบรนด์ Rolls-Royce ถือกำเนิดขึ้น Claude Johnson ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เครื่องหมายขีดคั่นใน Rolls-Royce” ก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะกรรมการผู้จัดการ เขามีส่วนอย่างยิ่งในการขยายชื่อเสียงและวางรากฐานการตลาดของแบรนด์ Johnson เป็นผู้ริเริ่มสโลแกนอันโด่งดังที่ว่า “The 40/50 hp Rolls-Royce is not one of the best cars, but the best car in the world.” (Rolls-Royce 40/50 แรงม้า ไม่ใช่รถที่ดีที่สุดคันหนึ่ง แต่เป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก) ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ของรถยนต์ Rolls-Royce ที่เงียบสงบ ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพที่เหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้แบรนด์ก้าวขึ้นสู่ระดับโลกอย่างรวดเร็ว
ในปี 1907 Rolls-Royce รุ่น Silver Ghost ได้ตอกย้ำฉายา “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” ด้วยการทำลายสถิติอันน่าทึ่ง วิ่งจากลอนดอนไปยังกลาสโกว์ต่อเนื่องถึง 27 ครั้ง รวมระยะทางกว่า 23,127 กิโลเมตรโดยไม่หยุดพัก ซึ่งเป็นสถิติโลกของการวิ่งแบบต่อเนื่องยาวนานที่สุด แสดงให้เห็นถึงความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และความสะดวกสบายที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง เหตุการณ์นี้ได้จารึกชื่อ Silver Ghost ให้เป็นตำนานและเป็นรากฐานของชื่อเสียงอันแข็งแกร่งของแบรนด์
หลังจากการสิ้นสุดของ Silver Ghost ในปี 1925 Rolls-Royce ได้เปิดตัวรุ่น Phantom ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นแรกในชื่อ Phantom I โดยผลิตทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา การก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 1920 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมของ Rolls-Royce ในงานวิศวกรรมการบิน ซึ่งหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เครื่องยนต์ ‘R’ ของ Rolls-Royce ได้สร้างสถิติโลกใหม่ด้านความเร็วทางอากาศ และต่อมาพัฒนาเป็นเครื่องยนต์ Merlin แบบ V12 อันเลื่องชื่อ ซึ่งถูกนำไปติดตั้งในเครื่องบินขับไล่ในตำนานอย่าง Spitfire และ Hurricane ในสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถทางวิศวกรรมที่ไร้ขีดจำกัดของ Rolls-Royce ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนท้องถนน
ทะยานเหนือทุกสถิติ: ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ (ค.ศ. 1930s)
ทศวรรษ 1930 ถือเป็นช่วงเวลาที่ Rolls-Royce ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมอย่างแท้จริง ด้วยการทำลายสถิติโลกในหลายแขนง รวมถึงการมาถึงของ Phantom III ซึ่งเป็นรุ่นแรกของ Rolls-Royce ที่ใช้เครื่องยนต์ V12 อันทรงพลัง
นักแข่งรถชาวอังกฤษ Sir Malcolm Campbell ได้สร้างสถิติโลกด้านความเร็วทางบกในปี 1933 ด้วยรถยนต์ Bluebird ที่ความเร็ว 272.46 ไมล์ต่อชั่วโมง สี่ปีต่อมา George Eyston ก็ทำลายสถิติด้วยความเร็ว 312.2 ไมล์ต่อชั่วโมง ในรถ Thunderbolt ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ‘R’ ของ Rolls-Royce เช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น Sir Henry Segrave ยังได้ทำลายสถิติโลกทางน้ำด้วยความเร็ว 119 ไมล์ต่อชั่วโมง ในเรือ Speedboat รุ่น Miss England II ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ ‘R’ ของ Rolls-Royce อย่างน่าเสียดาย Sir Henry ได้เสียชีวิตลงหลังจากชนกับท่อนซุงใต้น้ำไม่นานหลังจากสร้างสถิติได้สำเร็จ
ในช่วงเดียวกันนั้น Rolls-Royce ยังได้พัฒนา Phantom II ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยตัวถังที่ปรับปรุงใหม่ ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่ต้องการขับขี่อย่างสบายๆ ในช่วงสุดสัปดาห์สู่ทางใต้ของฝรั่งเศส สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างสมรรถนะและความสะดวกสบายที่ลงตัว
จากรถโค้ชบิลต์สู่รถราชวงศ์: ความสง่างามที่หลากหลาย (ค.ศ. 1940s – 1950s)
ทศวรรษ 1940s แม้เป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายจากสงครามโลก แต่ Rolls-Royce ก็ยังคงพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือและการออกแบบอย่างต่อเนื่อง ในปี 1959 รถรุ่น Silver Wraith ที่มาพร้อมตัวถังแบบ Coach-Built (ตัวถังที่สร้างขึ้นตามสั่งโดยช่างฝีมือเฉพาะทาง) ซึ่งมีโครงสร้างแชสซีแยกส่วน ทำให้รถมีน้ำหนักมากและต้องติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ 4,887 ซีซี เพื่อรองรับ
การมาถึงของ Silver Dawn นับเป็น Rolls-Royce รุ่นแรกที่จำหน่ายพร้อมตัวถังเหล็กมาตรฐานจากโรงงาน ซึ่งเบากว่าและผลิตง่ายกว่าตัวถังแบบ Coach-Built ของ Silver Wraith อย่างมาก ทำให้รถ Coach-Built เริ่มลดน้อยลงและกลายเป็นของสะสมหายากในปัจจุบัน
ทศวรรษ 1950 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Rolls-Royce และราชวงศ์อังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 1950 เจ้าหญิงเอลิซาเบธ (ในขณะนั้น) ได้รับรถยนต์ Phantom IV คันแรก ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้ในราชวงศ์และประมุขของรัฐเท่านั้น Phantom IV จึงกลายเป็นหนึ่งใน Rolls-Royce รุ่นที่เก่าแก่และหายากที่สุดในโลก โดยมีผลิตออกมาเพียง 18 คันเท่านั้น ตอกย้ำถึงสถานะความเป็นรถยนต์สำหรับผู้ทรงอิทธิพลและชนชั้นสูง
ในปี 1955 Rolls-Royce ได้เปิดตัว Silver Cloud ที่ออกแบบโดย J.P. Blatchley ทำความเร็วสูงสุดได้ 106 ไมล์ต่อชั่วโมง ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 4,887 ซีซี เช่นเดียวกับ Silver Dawn แต่มาพร้อมตัวถังเหล็กแบบใหม่ทั้งหมด และในช่วงปลายทศวรรษ 1950 Phantom V ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 พร้อมตัวถังแบบ Coach-Built ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ไอคอนแห่งวัฒนธรรม: เมื่อ Rolls-Royce ก้าวสู่โลกบันเทิง (ค.ศ. 1960s)
เมื่อเข้าสู่ช่วง “Swinging Sixties” ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม Rolls-Royce ก็เริ่มได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มดารานักแสดงและนักร้องร็อกสตาร์ชื่อดัง
Rolls-Royce ได้รับการเชิดชูอย่างกว้างขวางในโลกภาพยนตร์ โดยปรากฏในฉากสำคัญหลายเรื่อง ร่วมกับนักแสดงระดับตำนานอย่าง Omar Sharif, Ingrid Bergman และ Rex Harrison โดยเฉพาะรถ Rolls-Royce สีเหลืองรุ่น Barker-bodied Phantom II ที่จัดแสดงในภาพยนตร์ปี 1965 กลายเป็นภาพจำที่น่าประทับใจ
ในปีเดียวกันนั้น John Lennon แห่งวง The Beatles ก็ได้ซื้อ Phantom V สีขาวล้วน ก่อนที่เขาจะนำไปตกแต่งใหม่ด้วยการเพ้นท์ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ในสไตล์ฮิปปี้ ทำให้รถคันนี้กลายเป็นหนึ่งใน Rolls-Royce ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นสัญลักษณ์ของการผสานความหรูหราเข้ากับวัฒนธรรมป๊อปอย่างแท้จริง
ความท้าทายและการปรับตัว: ยุคแห่งการแยกส่วนและนวัตกรรม (ค.ศ. 1970s – 1990s)
ทศวรรษ 1970 นับเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับ Rolls-Royce อันเนื่องมาจากปัญหาทางการเงิน จนนำไปสู่การแยกบริษัทออกเป็นสองส่วน คือ Rolls-Royce Motors (ผู้ผลิตรถยนต์) และ Rolls-Royce plc (ผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน) อย่างไรก็ตาม แบรนด์ยังคงนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจ
ภายใต้แบรนด์ Rolls-Royce Motors ได้มีการเปิดตัว Corniche ซึ่งเป็นรถยนต์ 2 ประตูที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Silver Shadow โดย Mulliner Park Ward ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ มีทั้งแบบ Hardtop และ Convertible ซึ่งผลิตออกมาเพียง 1,306 คันเท่านั้น อีกรุ่นหนึ่งคือ The Camargue ที่ออกแบบโดย Pininfarina สตูดิโอออกแบบชาวอิตาลีชื่อดัง ซึ่งเป็น Rolls-Royce รุ่นแรกที่มีระบบเครื่องปรับอากาศแบบกระจายความเย็นหลายทิศทาง ถือเป็นนวัตกรรมด้านความสะดวกสบายที่ล้ำหน้าในยุคนั้น นอกจากนี้ Silver Shadow II ยังได้รับการปรับปรุงด้วยกันชนสีดำ ระบบช่วงล่างถุงลม และระบบบังคับเลี้ยวที่ดีขึ้น
ในปี 1980 บริษัท British defence company Vickers ได้เข้ามาซื้อกิจการ Rolls-Royce Motors Limited และ Bentley Motor Cars ซึ่งต่อมาบริษัทได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ London Stock Exchange ในปี 1985
Rolls-Royce ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมเอาไว้ได้ โดยในปี 1983 รถยนต์ Thrust 2 ได้ทำลายสถิติความเร็วที่ 633.468 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ต Rolls-Royce Avon 302 ตอกย้ำถึงขีดความสามารถอันเหนือชั้นทางเทคโนโลยีของแบรนด์
ในช่วงเวลาเดียวกัน Rolls-Royce ได้บุกเบิกรถยนต์ Full-Size Luxury รุ่นใหม่ อย่าง Silver Spirit และ Silver Spur (เวอร์ชั่นฐานล้อยาวของ Silver Spirit) ซึ่งมาพร้อมกับการนำเสนอตราสัญลักษณ์ Spirit of Ecstasy แบบพับเก็บได้เป็นครั้งแรก อันเป็นคุณสมบัติที่ยังคงพบเห็นได้ใน Rolls-Royce ยุคปัจจุบัน
บทใหม่ภายใต้ BMW: ยุคแห่งการฟื้นคืนชีพและอนาคตแห่งพลังงานไฟฟ้า (ค.ศ. 2000s – 2025)
ทศวรรษ 1990 เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในประวัติศาสตร์ Rolls-Royce เมื่อกลุ่ม BMW Group ยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมัน ได้เข้าซื้อกิจการ Rolls-Royce Motors และเริ่มต้นการสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ล่าสุดที่ Goodwood ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำนานบทใหม่แห่งยานยนต์หรู
ภายใต้การบริหารของ BMW, Rolls-Royce ได้รับการฟื้นฟูและนำเสนอภาพลักษณ์ที่ทันสมัยควบคู่ไปกับการรักษามรดกอันล้ำค่า แบรนด์ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็น Phantom (Gen VII และ Gen VIII), Ghost, Wraith, Dawn และ Cullinan ซึ่งเป็น SUV หรูคันแรกของแบรนด์ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างลงตัว พร้อมคงไว้ซึ่งปรัชญา “Bespoke” หรือการสั่งทำพิเศษที่ไร้ขีดจำกัด ทำให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์รถยนต์ในฝันที่เป็นหนึ่งเดียวในโลกได้
Rolls-Royce ในปี 2025: ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
สำหรับปี 2025 Rolls-Royce กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือ “ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า” แบรนด์ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายในปี 2030
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการเปิดตัว Rolls-Royce Spectre ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า Ultra-Luxury Electric Super Coupé คันแรกของโลกอย่างเป็นทางการ Spectre ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของการตีความใหม่ของความหรูหรา ความเงียบสงบ และสมรรถนะที่ไม่มีใครเทียบได้ในยุคที่ไร้มลพิษ ด้วยขุมพลังไฟฟ้าที่ส่งมอบแรงบิดมหาศาลทันที และประสบการณ์การขับขี่ที่ “ไร้ความพยายาม” (Effortless) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Rolls-Royce ที่ถูกยกระดับไปอีกขั้น นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI และการเชื่อมต่ออัจฉริยะจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการมอบประสบการณ์การขับขี่และการโดยสารที่เหนือระดับมากยิ่งขึ้น
ในตลาดโลก รวมถึงประเทศไทย Rolls-Royce ยังคงเป็นสุดยอดปรารถนาของกลุ่มลูกค้า Ultra-High Net Worth Individuals (UHNWI) ที่มองหาสิ่งที่เหนือกว่าแค่ยานพาหนะ พวกเขามองหาการลงทุนในงานศิลปะที่เคลื่อนที่ได้ ประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ไม่มีใครเหมือน และสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่ไม่ต้องบอกกล่าว ด้วยนโยบายการสั่งทำพิเศษ (Bespoke) ที่เข้มแข็ง Rolls-Royce สามารถตอบสนองความต้องการที่ละเอียดอ่อนและเป็นส่วนตัวที่สุดของลูกค้าได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสี วัสดุ ไปจนถึงการออกแบบรายละเอียดปลีกย่อยภายในห้องโดยสาร
อนาคตของ Rolls-Royce ในปี 2025 คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างมรดกอันยาวนานของความหรูหราและงานฝีมือ กับนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน แบรนด์ไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนแหล่งพลังงาน แต่กำลังนิยามคำว่า “ความหรูหรา” ในศตวรรษที่ 21 ใหม่ทั้งหมด โดยมุ่งเน้นที่ความเงียบสงบ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ส่วนตัวที่ไร้ขีดจำกัด
บทสรุป: มรดกที่ไม่มีวันสิ้นสุด
จากโรงงานเล็กๆ ของ Henry Royce สู่การเป็นแบรนด์ยานยนต์หรูระดับโลกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด Rolls-Royce ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความมุ่งมั่นในความสมบูรณ์แบบและการไม่หยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรม คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จเหนือกาลเวลา เรื่องราวของ Rolls-Royce ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของรถยนต์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของผู้คนที่กล้าฝัน กล้าสร้างสรรค์ และกล้าที่จะเป็น “ที่สุดในโลก” เสมอมา
ในปี 2025 และปีต่อๆ ไป Rolls-Royce จะยังคงเป็นผู้บุกเบิกและผู้กำหนดทิศทางของตลาด Ultra-Luxury Car ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าที่ก้าวล้ำ ความหรูหราที่ไร้กาลเวลา และประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ไม่มีใครเทียบได้ หากคุณพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของตำนานบทต่อไป สัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งความหรูหราที่เหนือกว่า และร่วมเดินทางไปกับอนาคตของยานยนต์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ขอเชิญท่านเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา หรือติดต่อผู้แทนจำหน่าย Rolls-Royce ใกล้บ้านท่าน เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่รอคุณอยู่

