Rolls-Royce: ยนตรกรรมเหนือกาลเวลา สัมผัสประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต 2025
ในโลกของยานยนต์ มีชื่อไม่กี่ชื่อที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา ความสมบูรณ์แบบ และวิศวกรรมที่ไร้ที่ติ Rolls-Royce คือหนึ่งในชื่อเหล่านั้น ยนตรกรรมที่ยืนหยัดมานานกว่าศตวรรษ ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่คือผืนผ้าใบที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของผู้สร้าง จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม และความมุ่งมั่นที่ไม่เคยประนีประนอมต่อคุณภาพ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมจะพาทุกท่านย้อนรอยประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของ Rolls-Royce ตั้งแต่จุดกำเนิดอันเรียบง่าย สู่การเป็นตำนานเหนือกาลเวลา และมองไปถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงในปี 2025 ที่ยังคงเต็มไปด้วยความล้ำหน้าและความสง่างาม
จุดกำเนิดของตำนาน: พันธมิตรแห่งวิสัยทัศน์ (ช่วงต้นศตวรรษที่ 20)
เรื่องราวของ Rolls-Royce เริ่มต้นจากการบรรจบกันของสองบุรุษผู้มีภูมิหลังแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
Charles Stewart Rolls (ค.ศ. 1877 – 1910): สุภาพบุรุษผู้ทะเยอทะยานและนักขับผู้กล้าหาญ
ชาร์ลส์ โรลส์ ถือกำเนิดในตระกูลขุนนางผู้มั่งคั่ง เขาเป็นบุตรชายคนที่สามของลอร์ดและเลดี้แลงกัตทอก ณ จัตุรัส Berkeley หลังสำเร็จการศึกษาจาก Eton และ Trinity College, Cambridge ด้านวิศวกรรมเครื่องกล โรลส์เป็นบัณฑิตคนแรกๆ ที่ครอบครองรถยนต์ส่วนตัว เขามีชื่อเสียงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์จนได้รับฉายาว่า “Dirty Rolls” และ “Petrolls” ด้วยความหลงใหลในความเร็ว เขาเป็นนักแข่งรถที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และในปี 1903 ได้ทำลายสถิติโลกด้วยความเร็ว 133 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ณ Phoenix Park ในดับลิน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เขารัก โรลส์ได้ก่อตั้งตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แห่งแรกในสหราชอาณาจักรร่วมกับเพื่อนของเขา Claude Johnson ในชื่อ C.S. Rolls & Co. ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์จากแบรนด์ยุโรปชั้นนำอย่าง Peugeot และ Minerva
Sir Henry Royce (ค.ศ. 1863 – 1933): วิศวกรผู้ประณีตและผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบ
ในทางตรงกันข้ามกับโรลส์ เฮนรี่ รอยซ์ มีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบาก เขาถือกำเนิดในปีเตอร์โบโรห์ ประเทศอังกฤษ และต้องเริ่มทำงานตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ ในฐานะคนขายหนังสือพิมพ์และเด็กส่งจดหมาย แต่ด้วยความใฝ่รู้และความมุ่งมั่น เมื่ออายุ 14 ปี คุณป้าของรอยซ์ได้มอบเงินทุนให้เขาเพื่อเริ่มต้นการฝึกงานที่ Great Northern Railway Works ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในเส้นทางวิศวกรรม ภายใต้การดูแลของวิศวกรผู้เก่งกาจ รอยซ์ใช้ทุกโอกาสในการเรียนรู้ ศึกษาพีชคณิตและวิศวกรรมในช่วงเย็น เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ทางด้านนี้อย่างเปี่ยมล้นจนได้เข้าทำงานกับ Electric Light and Power Company
ด้วยความทะเยอทะยาน รอยซ์เริ่มธุรกิจวิศวกรรมของตนเองกับ Ernest Claremont เพื่อนร่วมงาน พวกเขาทำงานอย่างหนักเพื่อผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ออดบ้านและไดนาโม จนกระทั่งรอยซ์ได้ซื้อรถยนต์ Decauville สองสูบมือสองจากฝรั่งเศส ความไม่สมบูรณ์แบบของรถคันนั้นกระตุ้นให้เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสร้างสิ่งที่เหนือกว่า ด้วยหลักปรัชญา “ใช้สิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่และทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก” ในปลายปี 1903 เขาก็สามารถออกแบบและสร้างเครื่องยนต์เบนซินเครื่องแรกของตัวเองได้สำเร็จ และในเดือนเมษายน ปี 1904 รอยซ์ได้ขับรถยนต์ Royce 10hp คันแรกของเขาออกสู่ท้องถนน
การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ และการกำเนิด Rolls-Royce
เฮนรี่ เอ็ดมันด์ส ผู้ถือหุ้นในบริษัทของรอยซ์ และยังเป็นเพื่อนของโรลส์ ได้พูดคุยกับโรลส์ถึงรถยนต์ Royce 10hp คันใหม่นี้ ในขณะนั้น โรลส์รู้สึกไม่พอใจที่เขาสามารถขายได้แต่รถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น เอ็ดมันด์สจึงจัดการประชุมระหว่างสองบุรุษ ณ โรงแรม The Midland Hotel เมืองแมนเชสเตอร์ ในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 โดยไม่รู้เลยว่าการพบกันครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของวงการยานยนต์ไปตลอดกาล
พียงไม่กี่นาทีหลังจากได้เห็นรถ Royce เครื่องยนต์ 2 สูบ 10hp โรลส์ก็ตระหนักได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เขากำลังตามหา หลังจากการทดลองขับ โรลส์ตอบตกลงที่จะขายรถยนต์ของรอยซ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะผลิตได้ และในที่สุด “Rolls-Royce” ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
บทบาทของ Claude Johnson ผู้จัดการทั่วไป มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ เขาคือผู้ที่ทำให้วลี “รถที่ดีที่สุดในโลก” กลายเป็นที่รู้จัก และเตรียมชุดโฆษณาที่เน้นย้ำถึงความเงียบสงบ ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของ Rolls-Royce ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในนาม “The hyphen in Rolls-Royce”
ทศวรรษแห่งความรุ่งโรจน์และการบุกเบิก (ค.ศ. 1900s – 1920s)
ในปี 1907 Rolls-Royce ได้สร้างตำนานบทใหม่ด้วยการเปิดตัว Silver Ghost รถยนต์คันนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น “รถที่ดีที่สุดในโลก” หลังจากสร้างสถิติอันน่าเหลือเชื่อ ด้วยการเดินทางต่อเนื่องจากลอนดอนไปกลาสโกว์ถึง 27 ครั้ง รวมระยะทางกว่า 23,127 กิโลเมตร โดยไม่หยุดพัก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพ ความทนทาน และความสะดวกสบายที่ไม่มีใครเทียบได้ในยุคนั้น
ตำนานของ Silver Ghost ดำเนินมาจนถึงปี 1925 ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่ที่ชื่อว่า Phantom เจนเนอเรชั่นแรกในชื่อ Phantom I ซึ่งถูกผลิตขึ้นทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงการขยายตลาดและอิทธิพลของแบรนด์
ทศวรรษที่ 1920 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามามีส่วนร่วมของ Rolls-Royce ในงานวิศวกรรมการบิน หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บริษัทได้เปิดโรงงานแห่งแรกในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา และเครื่องยนต์ตระกูล ‘R’ ก็ได้สร้างสถิติความเร็วโลกใหม่ทางอากาศ พร้อมกับการพัฒนาเครื่องยนต์เพื่อเข้าสู่การแข่งขันเรือบินข้ามทวีป Schneider Trophy ในปี 1929 ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นเครื่องยนต์ V12 Merlin อันเลื่องชื่อที่ถูกนำไปติดตั้งในเครื่องบินขับไล่ในตำนานอย่าง Spitfire และ Hurricane ในสงครามโลกครั้งที่สอง ตอกย้ำถึงความเป็นเลิศทางวิศวกรรมที่ข้ามพ้นจากยานยนต์ภาคพื้นดินไปสู่น่านฟ้า
ทศวรรษแห่งการสร้างสถิติและความหลากหลาย (ค.ศ. 1930s – 1950s)
ทศวรรษ 1930s: Rolls-Royce ยังคงทำลายสถิติโลกอย่างต่อเนื่องทั้งทางบกและทางน้ำ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการมาถึงของ Phantom III ซึ่งเป็น Rolls-Royce รุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ V12
เซอร์มัลคอล์ม แคมป์เบลล์ นักแข่งและนักขับชาวอังกฤษ ทำลายสถิติความเร็วโลกในปี 1933 ด้วยความเร็ว 272.46 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วยพาหนะ Bluebird และสี่ปีต่อมา จอร์จ ไอสตัน ก็ทำลายสถิติด้วยความเร็ว 312.2 ไมล์ต่อชั่วโมงในรถ Thunderbolt ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ‘R’ ของ Rolls-Royce ส่วนเซอร์เฮนรี่ ซีกราฟ ก็ทำลายสถิติโลกทางน้ำด้วยความเร็ว 119 ไมล์ต่อชั่วโมงในเรือเร็ว Miss England II ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ ‘R’ เช่นกัน สะท้อนถึงขีดสุดแห่งสมรรถนะที่เครื่องยนต์ของ Rolls-Royce สามารถทำได้ Phantom II ยังคงเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหราในการเดินทาง
ทศวรรษ 1940s: ช่วงเวลานี้ได้เห็นพัฒนาการใหม่ๆ ด้านงานฝีมือและการออกแบบ แม้จะอยู่ในช่วงหลังสงครามโลก แต่ Rolls-Royce ก็ยังคงรักษามาตรฐานความประณีตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม จนกระทั่งปี 1959 รถรุ่น Silver Wraith ที่มาพร้อมตัวถังแบบ Coach-Built อันสง่างาม ด้วยโครงสร้างแชสซีแบบแยกส่วน ทำให้ Silver Wraith เป็นรถยนต์ที่มีน้ำหนักมาก จึงต้องติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 4,887 ซีซี เพื่อรองรับสมรรถนะที่ต้องการ
เมื่อ Silver Dawn เปิดตัว นี่คือ Rolls-Royce รุ่นแรกที่ใช้ตัวถังเหล็กมาตรฐานจากโรงงาน ซึ่งเบากว่าตัวถังแบบ Coach-Built ของ Silver Wraith มาก ทำให้รถยนต์แบบ Coach-Built ลดน้อยลงและกลายเป็นของสะสมหายากในปัจจุบัน
ทศวรรษ 1950s: เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Rolls-Royce กับราชวงศ์อังกฤษ เจ้าหญิงเอลิซาเบธได้รับรถยนต์ Phantom IV คันแรกในปี 1950 ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อใช้เฉพาะในราชวงศ์และประมุขของรัฐเท่านั้น Phantom IV จึงจัดเป็น Rolls-Royce รุ่นที่เก่าแก่และหายากที่สุดในโลก โดยมีการผลิตออกมาเพียง 18 คันเท่านั้น
ในปี 1955 Silver Cloud ได้รับการเปิดตัว โดย JP Blatchley ด้วยความเร็วสูงสุด 106 ไมล์ต่อชั่วโมง และติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 4,887 ซีซีเช่นเดียวกับ Silver Dawn แต่มาพร้อมตัวถังเหล็กแบบใหม่ทั้งหมด ปิดท้ายทศวรรษ 1950 ด้วยการมาถึงของ Phantom V ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 พร้อมตัวถังแบบ Coach-Built และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในฐานะสุดยอดยนตรกรรมแห่งยุค
จากไอคอนวัฒนธรรมสู่การเปลี่ยนแปลงองค์กร (ค.ศ. 1960s – 1990s)
ทศวรรษ 1960s: ยุค “Swinging Sixties” ที่ Rolls-Royce ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่ ทั้งดารา นักแสดง และร็อกสตาร์ชื่อดัง นอกจากนี้ยังปรากฏตัวในภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยมีนักแสดงชั้นนำอย่าง Omar Sharif, Ingrid Bergman และ Rex Harrison ใช้รถยนต์เหล่านี้ และในปี 1965 John Lennon ซื้อ Phantom V สีขาวล้วน ก่อนจะนำไปเพ้นท์สีดำด้านและเพิ่มลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้รถคันนี้กลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมที่น่าจดจำ
ทศวรรษ 1970s: นับเป็นปีที่ท้าทายสำหรับ Rolls-Royce โดยมีการปรับโครงสร้างองค์กร และเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่สองรุ่นภายใต้แบรนด์ Rolls-Royce ได้แก่ Corniche รถยนต์ 2 ประตูที่สร้างขึ้นตามดีไซน์ของ Silver Shadow โดย Mulliner Park Ward มีให้เลือกทั้งแบบ Hardtop และ Convertible ซึ่งผลิตเพียง 1,306 คันเท่านั้น และ The Camargue ซึ่งออกแบบโดย Pininfarina ชาวอิตาลี บนพื้นฐานของ Silver Shadow และเป็น Rolls-Royce รุ่นแรกที่มีระบบปรับอากาศแบบกระจายความเย็นหลายทิศทาง นอกจากนี้ Silver Shadow II ยังได้รับการปรับปรุงด้วยกันชนสีดำ ระบบช่วงล่างถุงลม และการพัฒนาระบบบังคับเลี้ยวให้ดียิ่งขึ้น
ทศวรรษ 1980s: บริษัท British defence company Vickers ได้เข้ามาซื้อกิจการ Rolls-Royce Motors Limited ในปี 1980 และนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ London Stock Exchange ในปี 1985 ในด้านวิศวกรรม Rolls-Royce ยังคงเป็นผู้นำด้านสมรรถนะ โดยในปี 1983 Thrust 2 ได้ทำลายสถิติความเร็วที่ 633.468 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ต Rolls-Royce Avon 302 นอกจากนี้ยังเป็นช่วงบุกเบิกของรถยนต์หรู Full-Size luxury อย่าง Silver Spirit และ Silver Spur (เวอร์ชันฐานล้อยาว) และเป็นครั้งแรกที่ตราสัญลักษณ์ Spirit of Ecstasy ได้รับการออกแบบให้พับเก็บได้ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เรายังเห็นมาจนถึงยุคปัจจุบัน
ทศวรรษ 1990s: Rolls-Royce เข้าสู่บทใหม่ในประวัติศาสตร์ เมื่อกลุ่มบริษัท BMW Group ยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมนี ได้เข้าซื้อกิจการ Rolls-Royce ในปี 1998 นับเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ภายใต้ร่มเงาของ BMW พร้อมกับการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ล่าสุดที่ Goodwood ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ที่ตำนานบทต่อไปได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
Rolls-Royce ในศตวรรษที่ 21 และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต 2025
ภายใต้การบริหารงานของ BMW Group, Rolls-Royce ได้เข้าสู่ยุคแห่งการฟื้นฟูและนวัตกรรมครั้งสำคัญ โดยยังคงรักษาแก่นแท้ของแบรนด์ไว้ได้อย่างครบถ้วน มีการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ที่ผสมผสานความหรูหราแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
เราได้เห็นการกลับมาของ Phantom VII และ Phantom VIII ซึ่งยังคงเป็นเรือธงแห่งความหรูหรา และเป็นสัญลักษณ์ของ Rolls-Royce ที่ไม่มีใครเทียบได้ ตามมาด้วยรุ่นที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ มากขึ้นอย่าง Ghost ที่เน้นความทันสมัยและไดนามิกขึ้นเล็กน้อย Wraith ที่เป็นยนตรกรรมคูเป้สุดหรู และ Dawn รถเปิดประทุนที่นำเสนออิสระในการขับขี่ที่เหนือระดับ
แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยใหม่นี้ คือการเปิดตัว Cullinan ในปี 2018 ซึ่งเป็น SUV ระดับอัลตร้าลักชัวรีคันแรกของแบรนด์ Cullinan ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและกลายเป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ต้องการความอเนกประสงค์และความหรูหราในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ตอกย้ำถึงความสามารถของ Rolls-Royce ในการปรับตัวเข้ากับกระแสความต้องการของตลาดโลก โดยยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
สำหรับอนาคตในปี 2025 Rolls-Royce กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม นั่นคือยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า บริษัทได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายในปี 2030 และหัวหอกของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ Rolls-Royce Spectre ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% คันแรกของแบรนด์ ที่เปิดตัวสู่สาธารณะแล้ว
Spectre ไม่ใช่แค่การนำมอเตอร์ไฟฟ้ามาแทนที่เครื่องยนต์สันดาป แต่คือการสร้างสรรค์ประสบการณ์ Rolls-Royce ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด “ความหรูหราที่เงียบสงบ” (Silent Luxury) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ จะถูกยกระดับไปอีกขั้นด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ปราศจากเสียงรบกวนใดๆ นอกจากนี้ Spectre ยังเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งในด้านระบบขับขี่อัจฉริยะ การเชื่อมต่อดิจิทัล และนวัตกรรมแบตเตอรี่ ที่จะส่งมอบสมรรถนะและระยะทางที่น่าประทับใจ
ในปี 2025 Rolls-Royce จะยังคงยึดมั่นในปรัชญา “Bespoke” หรือการปรับแต่งเฉพาะบุคคลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ลูกค้าสามารถรังสรรค์ยานยนต์ในฝันของตนเองได้ทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นสีตัวถัง วัสดุภายใน การปักโลโก้ หรือแม้แต่การติดตั้งอุปกรณ์พิเศษที่สะท้อนถึงรสนิยมและความเป็นตัวตนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ Rolls-Royce แตกต่างจากแบรนด์รถหรูอื่นๆ และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าผู้ทรงอิทธิพลทั่วโลก
ตลาดรถหรูในปี 2025 จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และ Rolls-Royce ก็พร้อมที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านี้ด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน การออกแบบที่ล้ำสมัย และประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่เหนือชั้น ยนตรกรรมจาก Goodwood ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่คือการลงทุนในงานศิลปะ วิศวกรรม และประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้
บทสรุป: มรดกที่ยังคงโลดแล่น
จากจุดเริ่มต้นอันเรียบง่าย สู่การเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและวิศวกรรมชั้นเลิศ Rolls-Royce ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความเป็นเลิศเหนือกาลเวลาสามารถเกิดขึ้นได้จริง ประวัติศาสตร์อันยาวนานเต็มไปด้วยเรื่องราวของการบุกเบิก ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นที่ไม่เคยประนีประนอมต่อคุณภาพ ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ปี 2025 Rolls-Royce ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้บุกเบิกแห่งยุค โดยผสมผสานมรดกอันรุ่งโรจน์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและความยั่งยืน
หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์แห่งความหรูหราที่แท้จริง ยนตรกรรมที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด และเป็นส่วนหนึ่งของตำนานที่ยังคงโลดแล่น Rolls-Royce คือคำตอบสุดท้าย ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นประจักษ์พยานแห่งความเป็นเลิศทางวิศวกรรมและงานฝีมืออันประณีต ที่จะส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่รู้จบ
ค้นพบ Rolls-Royce รุ่นล่าสุด และสัมผัสจิตวิญญาณแห่งความหรูหราที่แท้จริงได้แล้ววันนี้

