Rolls-Royce: มหากาพย์แห่งความสมบูรณ์แบบบนท้องถนน จากอดีตถึงอนาคตปี 2025
ในโลกแห่งยานยนต์ มีเพียงไม่กี่ชื่อที่สามารถถ่ายทอดความหมายของคำว่า “ที่สุด” ได้อย่างสมบูรณ์แบบเท่ากับ Rolls-Royce แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์สุดหรูจากอังกฤษรายนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหนะ แต่เป็นมรดกทางวิศวกรรมที่สืบทอดปรัชญาแห่งความสมบูรณ์แบบมาร่วมศตวรรษครึ่ง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์หรูหรามากว่าสิบปี ผมขอนำพาทุกท่านดำดิ่งสู่ประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของ Rolls-Royce ตั้งแต่จุดกำเนิดอันเรียบง่าย สู่การเป็นสัญลักษณ์แห่งความโอ่อ่า นวัตกรรม และความก้าวหน้า ที่ยังคงโลดแล่นอย่างสง่างามบนท้องถนนในปี 2025 และในอนาคตที่กำลังจะมาถึง
ปฐมบทแห่งความมุ่งมั่น: สองบุรุษผู้พลิกโฉมโลกยานยนต์
เรื่องราวของ Rolls-Royce ถือกำเนิดขึ้นจากความฝันและความมุ่งมั่นของบุรุษสองคนที่มีพื้นเพแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างยานยนต์ที่เหนือกว่าทุกสิ่งที่มีอยู่บนโลก นั่นคือ Charles Stewart Rolls และ Sir Henry Royce
Charles Stewart Rolls (ค.ศ. 1877 – 1910): นักขับผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์จากชนชั้นสูง
Charles Rolls เกิดในตระกูลขุนนางร่ำรวย ณ Berkeley Square ลอนดอน หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลจาก Trinity College, Cambridge เขาก็กลายเป็นบัณฑิตคนแรกที่ครอบครองรถยนต์ส่วนตัว ด้วยความหลงใหลในความเร็วและกลไก Rolls มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ จนได้รับฉายาว่า “Dirty Rolls” และ “Petrolls” ความสามารถในการขับขี่ของเขาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ในปี 1903 Rolls สร้างสถิติโลกด้วยความเร็ว 133 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ Phoenix Park กรุงดับลิน ด้วยรถ Mors 30 แรงม้า ด้วยความสนใจในธุรกิจยานยนต์ เขาได้ร่วมกับ Claude Johnson ก่อตั้งตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แห่งแรกในสหราชอาณาจักร ในชื่อ C.S. Rolls & Co. เพื่อนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ Peugeot จากฝรั่งเศส และ Minerva จากเบลเยียม Rolls ไม่เพียงเป็นนักแข่งและนักธุรกิจ แต่ยังเป็นผู้มองการณ์ไกลที่เชื่อมั่นในศักยภาพของรถยนต์
Sir Henry Royce (ค.ศ. 1863 – 1933): อัจฉริยะวิศวกรรมจากสามัญชน
ตรงกันข้ามกับ Rolls, Henry Royce มีชีวิตในวัยเด็กที่ยากลำบาก เขาเกิดที่เมืองปีเตอร์โบโรห์ ประเทศอังกฤษ และต้องเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์และเด็กส่งจดหมาย ชีวิตของ Royce เปลี่ยนไปเมื่อเขาได้รับโอกาสให้ฝึกงานที่ Great Northern Railway Works ตอนอายุ 14 ปี ภายใต้การดูแลของวิศวกรผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยความกระหายในการเรียนรู้ Royce ใช้ทุกโอกาสในการพัฒนาตนเอง ศึกษาพีชคณิตและวิศวกรรมศาสตร์ในตอนเย็น พรสวรรค์อันน่าทึ่งในด้านวิศวกรรมนำพาเขาเข้าทำงานกับ Electric Light and Power Company ก่อนจะร่วมกับ Ernest Claremont ก่อตั้งธุรกิจผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าของตนเอง เช่น ออดบ้านและไดนาโม ความปรารถนาในการสร้างสิ่งที่สมบูรณ์แบบของ Royce ได้จุดประกายขึ้นเมื่อเขาได้เป็นเจ้าของรถ Decauville มือสองแบบสองสูบจากฝรั่งเศส เขาพบว่ารถคันนั้นมีข้อบกพร่องมากมาย และด้วยปรัชญา “ใช้สิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่และทำให้ดีขึ้น” เขาจึงลงมือออกแบบและสร้างเครื่องยนต์เบนซินเครื่องแรกของตัวเองในปลายปี 1903 และขับรถ Royce 10hp คันแรกของเขาออกสู่ท้องถนนในเดือนเมษายน 1904 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิศวกรรมอันไร้ที่ติ
การบรรจบกันของสองตำนาน ณ Midland Hotel
โชคชะตาได้นำพา Charles Rolls และ Henry Royce มาพบกันในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ณ Midland Hotel เมืองแมนเชสเตอร์ โดยมี Henry Edmunds ผู้ถือหุ้นในบริษัทของ Royce และเพื่อนของ Rolls เป็นผู้จัดการนัดพบ เพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ Rolls ได้เห็นและทดลองขับรถ Royce 10hp แบบสองสูบ เขาก็ประจักษ์ทันทีว่านี่คือยานยนต์ที่เขาตามหา ด้วยความประทับใจในคุณภาพและสมรรถนะที่เหนือกว่า Rolls ตกลงทันทีที่จะขายรถยนต์ทุกคันที่ Royce สร้างได้ และนั่นคือจุดกำเนิดอย่างเป็นทางการของชื่อ “Rolls-Royce” อันเป็นที่เลื่องลือ
Claude Johnson: ผู้เชื่อมต่อแห่งความสำเร็จ
การสร้างแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยบุรุษสองคนเพียงลำพัง Claude Johnson เพื่อนร่วมงานของ Rolls เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขยายชื่อเสียงของบริษัท เขาเป็นที่รู้จักในนาม “The Hyphen in Rolls-Royce” (ขีดกลางใน Rolls-Royce) ด้วยความสามารถในการตลาดและการสร้างแบรนด์ Johnson ได้บัญญัติสโลแกนอันโด่งดังสำหรับรถยนต์ 40/50 แรงม้า ว่า “Rolls-Royce 6 สูบ ไม่ใช่หนึ่งในรถที่ดีที่สุด แต่เป็นรถที่ดีที่สุดในโลก” เขายังเป็นผู้ริเริ่มการโฆษณาที่เน้นย้ำถึงความเงียบสงบ ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพอันเหนือชั้นของ Rolls-Royce ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้กับภาพลักษณ์ระดับโลกของแบรนด์
ยุคทองแห่งวิศวกรรมและการสร้างตำนาน: จาก Silver Ghost สู่ Phantom
ในปี 1907 รถรุ่น Silver Ghost ได้สร้างปรากฏการณ์และตอกย้ำฉายา “รถที่ดีที่สุดในโลก” ด้วยการสร้างสถิติอันเหลือเชื่อ เดินทางจากลอนดอนไปยังกลาสโกว์ต่อเนื่องถึง 27 ครั้ง รวมระยะทางกว่า 23,127 กิโลเมตร โดยไม่หยุดพัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ ความทนทาน และความสะดวกสบายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ชื่อ Silver Ghost กลายเป็นตำนานที่ยังคงถูกกล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้
แม้ว่า Silver Ghost จะยุติการผลิตในปี 1925 แต่ตำนานก็ได้ถูกสานต่อด้วยการกำเนิดของ Phantom รุ่นแรก ที่ผลิตทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของซีรีส์เรือธงที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Rolls-Royce มาจนถึงปัจจุบัน
ทศวรรษ 1920 ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ Rolls-Royce เข้าสู่โลกของวิศวกรรมการบินอย่างเต็มตัว หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและกับการเปิดโรงงานในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เครื่องยนต์ ‘R’ ของ Rolls-Royce ได้สร้างสถิติความเร็วโลกใหม่ในอากาศ และต่อมาได้พัฒนาเป็นเครื่องยนต์ Merlin V12 อันเลื่องชื่อ ซึ่งถูกนำไปติดตั้งในเครื่องบินขับไล่ในตำนานอย่าง Spitfire และ Hurricane ในสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นถึงขีดสุดแห่งความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม
ความเร็วเหนือขีดจำกัดและราชวงศ์: ทศวรรษ 1930 – 1950
ทศวรรษ 1930 เป็นช่วงเวลาที่ Rolls-Royce ทำลายสถิติโลกทั้งบนบกและในน้ำ Sir Malcolm Campbell นักแข่งชาวอังกฤษ ทำลายสถิติความเร็วบนบกในปี 1933 ด้วยความเร็ว 272.46 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วยพาหนะ Bluebird และในอีกสี่ปีต่อมา George Eyston ก็ทำลายสถิติด้วยความเร็ว 312.2 ไมล์ต่อชั่วโมง ในรถ Thunderbolt ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ‘R’ ของ Rolls-Royce เช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น Sir Henry Segrave ยังทำลายสถิติโลกทางน้ำด้วยความเร็ว 119 ไมล์ต่อชั่วโมง ในเรือ Speedboat รุ่น Miss England II ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ ‘R’ ของ Rolls-Royce การพัฒนา Phantom III ซึ่งเป็น Rolls-Royce รุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ V12 ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง
ช่วงทศวรรษ 1940 และ 1950 เป็นการปรับปรุงงานฝีมือและการออกแบบอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งรุ่น Silver Wraith ที่มีตัวถังแบบ Coach-Built และตามมาด้วย Silver Dawn ซึ่งเป็น Rolls-Royce รุ่นแรกที่ผลิตด้วยตัวถังเหล็กมาตรฐานจากโรงงาน ทำให้รถยนต์แบบ Coach-Built กลายเป็นของสะสมที่หายากและทรงคุณค่า
ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Rolls-Royce และราชวงศ์อังกฤษก็เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 1950 เมื่อเจ้าหญิงอลิซาเบธได้รับรถยนต์ Phantom IV คันแรกในปี 1950 ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อใช้เฉพาะในราชวงศ์และประมุขของรัฐเท่านั้น Phantom IV จึงกลายเป็น Rolls-Royce ที่หายากที่สุดในโลก ด้วยการผลิตเพียง 18 คัน สะท้อนถึงสถานะอันเป็นเอกลักษณ์
การเปิดตัวของ Silver Cloud ในปี 1955 โดยการออกแบบของ J.P. Blatchley ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 106 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วยเครื่องยนต์ 4,887 ซีซี และตามมาด้วย Phantom V ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 และยังคงความเป็นตัวถังแบบ Coach-Built ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
ยุค 60s ที่เปล่งประกาย สู่ความท้าทายในยุค 70s
ทศวรรษ 1960 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Swinging Sixties” เป็นช่วงเวลาที่ Rolls-Royce ก้าวเข้าสู่ใจของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ดารานักแสดงและนักร้องร็อกสตาร์ชื่อดัง Rolls-Royce ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในภาพยนตร์ และที่โดดเด่นที่สุดคือ John Lennon แห่งวง The Beatles ที่ซื้อ Phantom V สีขาวล้วนและนำไปตกแต่งใหม่ด้วยลวดลายกราฟิกอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์
ทศวรรษ 1970 นับเป็นปีที่ท้าทายสำหรับ Rolls-Royce โดยมีการก่อตั้งบริษัทแยกออกมาสองแห่ง นำไปสู่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่สองรุ่นภายใต้แบรนด์ Rolls-Royce นั่นคือ Corniche รถยนต์ 2 ประตูที่สร้างขึ้นด้วยมือโดย Mulliner Park Ward มีให้เลือกทั้งแบบ Hardtop และ Convertible ซึ่งผลิตออกมาเพียง 1,306 คัน และ The Camargue ซึ่งเป็น Rolls-Royce รุ่นแรกที่มีระบบปรับอากาศทำความเย็นแบบกระจายหลายทิศทาง ออกแบบโดย Pininfarina สตูดิโอออกแบบชื่อดังของอิตาลี นอกจากนี้ Silver Shadow II ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ด้วยกันชนสีดำ ช่วงล่างถุงลม และระบบบังคับเลี้ยวที่ได้รับการพัฒนา
ยุค Vickers สู่การครอบครองของ BMW: ทศวรรษ 1980 – 1990
ในปี 1980 บริษัท British Defence Company Vickers ได้เข้ามาซื้อกิจการ Rolls-Royce Motors Limited ซึ่งรวมถึง Bentley Motor Cars ด้วย และบริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในปี 1985
Rolls-Royce ยังคงเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมยานยนต์ ด้วยการสร้างสถิติความเร็วอีกครั้ง ในปี 1983 Thrust 2 ทำลายสถิติความเร็วที่ 633.468 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ต Rolls-Royce Avon 302 นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการบุกเบิกยานยนต์หรูหรา Full-size อย่าง Silver Spirit และ Silver Spur (รุ่นฐานล้อยาวของ Silver Spirit) และเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นตรา Spirit of Ecstasy แบบพับเก็บได้ ซึ่งยังคงเป็นคุณสมบัติเด่นมาจนถึงปัจจุบัน
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 Rolls-Royce เข้าสู่บทใหม่ในประวัติศาสตร์ เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมันอย่าง BMW Group ได้เข้าซื้อกิจการ Rolls-Royce Motor Cars อย่างสมบูรณ์ในปี 1998 ซึ่งมาพร้อมกับการสร้างโรงงานแห่งใหม่ล่าสุดที่ Goodwood ประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งตำนานบทใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น
ยุคมิลเลนเนียมและการฟื้นฟูภายใต้ BMW: จาก Phantom สู่ Cullinan
ภายใต้การบริหารจัดการของ BMW, Rolls-Royce ได้รับการฟื้นฟูและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งความหรูหราและสมบูรณ์แบบไว้ได้อย่างครบถ้วน
Phantom VII (2003): การเปิดตัว Phantom รุ่นใหม่ในปี 2003 เป็นเสมือนการเกิดใหม่ของแบรนด์ มันคือสัญลักษณ์แห่งความสง่างามที่ไร้กาลเวลา ผสมผสานงานฝีมืออันประณีตเข้ากับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เป็นการประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้ว่า Rolls-Royce กลับมาแล้วอย่างยิ่งใหญ่
Ghost (2010): เพื่อขยายฐานลูกค้า Rolls-Royce ได้เปิดตัว Ghost ที่เน้นความเป็น “Driver’s Car” มากขึ้น แม้จะยังคงความหรูหราเหนือระดับ แต่ Ghost ได้รับการออกแบบให้มีความคล่องตัวและขับขี่ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับเจ้าของที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เอง
Wraith (2013) & Dawn (2015): ตามมาด้วย Wraith รถยนต์คูเป้ที่ทรงพลังและสปอร์ตที่สุดของแบรนด์ และ Dawn รถยนต์เปิดประทุนสุดหรู ที่ผสมผสานความโรแมนติกเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว
Cullinan (2018): การเปิดตัว Cullinan รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) สุดหรูในปี 2018 นับเป็นก้าวสำคัญที่ท้าทายขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของ Rolls-Royce มันคือความสำเร็จครั้งใหญ่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่ ที่มองหายานยนต์หรูที่สามารถลุยได้ในทุกสภาพเส้นทาง
Black Badge Series: การนำเสนอ Black Badge ในรุ่น Ghost, Wraith, Dawn และ Cullinan เป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหายานยนต์ที่มีบุคลิกที่ดุดัน โฉบเฉี่ยว และสปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมสมรรถนะที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษ
Rolls-Royce ในปี 2025: สู่ยุคแห่งพลังงานไฟฟ้าและอนาคตที่ยั่งยืน
เมื่อเรามองไปยังปี 2025 Rolls-Royce ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำในตลาดรถยนต์อัลตร้าลักชัวรี แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลและปรับตัวเข้ากับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แบรนด์ได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายในปี 2030
Spectre (2023/2024): ยานยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ Rolls-Royce อย่าง Spectre ที่เริ่มส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2024 เป็นการเปิดฉากสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้น Spectre ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการนิยามใหม่ของ “Super Coupé” ที่เงียบสงบยิ่งขึ้น ทรงพลังยิ่งขึ้น และยังคงไว้ซึ่งความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของ Rolls-Royce ที่หาใครเทียบได้ยาก ด้วยสถาปัตยกรรม “Architecture of Luxury” ที่ปรับแต่งมาเพื่อยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ Spectre นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบงัน และทรงประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญา “Magic Carpet Ride”
Bespoke: หัวใจสำคัญของ Rolls-Royce: ในปี 2025 และอนาคตข้างหน้า การปรับแต่งเฉพาะบุคคล (Bespoke) จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Rolls-Royce ลูกค้าสามารถรังสรรค์ยานยนต์ในฝันของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่สีภายนอก วัสดุภายใน ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สะท้อนถึงรสนิยมและความเป็นตัวตน นี่คือสิ่งที่ทำให้ Rolls-Royce เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นอย่างแท้จริง
ความยั่งยืนและเทคโนโลยี: Rolls-Royce ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการยกระดับประสบการณ์ของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ล้ำสมัย ฟังก์ชันการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ และระบบความปลอดภัยขั้นสูง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการที่ Rolls-Royce มอบให้
บทสรุป: มรดกที่ยังคงโลดแล่น
จากจุดเริ่มต้นของสองผู้บุกเบิก สู่การเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและวิศวกรรมอันไร้ที่ติ Rolls-Royce ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความมุ่งมั่นในคุณภาพและวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล สามารถสร้างตำนานที่ยืนยงเหนือกาลเวลาได้อย่างแท้จริง ในปี 2025 Rolls-Royce ยังคงเป็นแบรนด์ที่กำหนดมาตรฐานให้กับตลาดรถยนต์อัลตร้าลักชัวรี ด้วยการผสมผสานมรดกอันรุ่งโรจน์เข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยมี Spectre เป็นผู้บุกเบิกนำทางไปสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างสง่างามและทรงพลัง
หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์แห่งความสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ และความหรูหราที่ไม่อาจหาใดเปรียบได้ ผมขอเชิญชวนให้คุณมาสัมผัสโลกของ Rolls-Royce ด้วยตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมโชว์รูม เพื่อสัมผัสงานฝีมืออันประณีต หรือลองขับขี่เพื่อสัมผัส “Magic Carpet Ride” ที่เป็นเอกลักษณ์ การเดินทางกับ Rolls-Royce ไม่ใช่แค่การขับเคลื่อน แต่เป็นการดำดิ่งสู่ตำนานแห่งความเลิศเลอที่สร้างขึ้นเพื่อคุณโดยเฉพาะ ลองมาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บทต่อไปกับ Rolls-Royce และเริ่มต้นการเดินทางของคุณสู่ความหรูหราที่เหนือกว่าคำว่ายานยนต์

