Rolls-Royce: จากวิสัยทัศน์ผู้บุกเบิก สู่จักรพรรดิแห่งยนตรกรรมหรูยุค 2025 – บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ 10 ปี
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์หรูมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นแบรนด์มากมายเกิดขึ้นและจากไป แต่มีเพียงไม่กี่ชื่อที่สามารถยืนหยัดข้ามกาลเวลาและยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนาสูงสุด “Rolls-Royce” คือหนึ่งในนั้น จากจุดเริ่มต้นอันเรียบง่ายที่เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งสองคนในปี 1904 แบรนด์นี้ได้ก้าวผ่านศตวรรษแห่งนวัตกรรม ความท้าทาย และการปรับตัว จนกลายเป็นนิยามแห่งความหรูหราเหนือระดับที่ยังคงกำหนดทิศทางของตลาดรถยนต์อัลตร้าลักซ์ชัวรีในยุค 2025 และอนาคตข้างหน้า บทความนี้จะพาท่านเจาะลึกประวัติศาสตร์อันรุ่มรวย วิเคราะห์ปรัชญาการสร้างสรรค์ และสำรวจอนาคตที่ Rolls-Royce กำลังมุ่งหน้าไป
จุดกำเนิดแห่งความสมบูรณ์แบบ: การผนึกกำลังของสองขั้วอัจฉริยะ
เรื่องราวของ Rolls-Royce เริ่มต้นจากการพบกันของชายสองคนที่มีพื้นเพและบุคลิกแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างสรรค์ “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก”
Charles Stewart Rolls (ค.ศ. 1877 – 1910) ผู้ถือกำเนิดในตระกูลผู้ดีร่ำรวย ณ เบิร์กลีย์ สแควร์ ลอนดอน เขาคือบุตรชายคนที่สามของลอร์ดและเลดี้แลงกัตท็อก หลังจากสำเร็จการศึกษาจากอีตันและวิศวกรรมเครื่องกลจาก Trinity College, Cambridge ชาร์ลส์ รอลส์ ก็กลายเป็นที่รู้จักในฐานะนักขับรถผู้กล้าหาญและนักธุรกิจผู้ทะเยอทะยาน เขาเป็นคนแรกๆ ในมหาวิทยาลัยที่ครอบครองรถยนต์ และมีชื่อเสียงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์จนได้ฉายาว่า ‘Dirty Rolls’ หรือ ‘Petrolls’ ในปี 1903 เขาทำลายสถิติโลกด้วยความเร็ว 133 กิโลเมตร/ชั่วโมง ณ Phoenix Park ในดับลิน การที่เขามีใจรักในความเร็วและเทคโนโลยี ทำให้เขาก่อตั้งตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แห่งแรกในสหราชอาณาจักร ‘C.S. Rolls & Co.’ ร่วมกับเพื่อนสนิท Claude Johnson โดยนำเข้ารถยนต์ Peugeot และ Minerva เข้ามาจำหน่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสายตาที่เฉียบคมในการมองเห็นศักยภาพของยานยนต์
ในทางกลับกัน Sir Henry Royce (ค.ศ. 1863 – 1933) มาจากภูมิหลังที่ยากลำบากกว่ามาก เขาเกิดในเมืองปีเตอร์โบโรห์ ประเทศอังกฤษ และเริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ ทั้งการขายหนังสือพิมพ์และเป็นเด็กส่งจดหมาย ชีวิตของรอยซ์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อป้าของเขาให้เงินเพื่อไปฝึกงานที่ Great Northern Railway Works ตอนอายุ 14 ปี เขาใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่ ศึกษาพีชคณิตวิศวกรรมด้วยตัวเองในยามค่ำคืน พรสวรรค์ทางวิศวกรรมของเขาโดดเด่นอย่างรวดเร็ว ทำให้ได้เข้าทำงานกับ Electric Light and Power Company และต่อมาก็ร่วมก่อตั้งธุรกิจผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้ากับ Ernest Claremont ผลิตสินค้าอย่างออดบ้านและไดนาโม
จุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับรอยซ์คือเมื่อเขาซื้อรถยนต์ Decauville สองสูบมือสองจากฝรั่งเศส ข้อบกพร่องที่เขาพบในรถคันนั้น ไม่ได้ทำให้เขาท้อถอย แต่กลับจุดประกายความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะสร้างสิ่งที่ “สมบูรณ์แบบกว่า” ซึ่งกลายเป็นรากฐานของปรัชญา Rolls-Royce: “จงใช้สิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่ และทำให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก” ด้วยความมุ่งมั่นนี้ เขาออกแบบและสร้างเครื่องยนต์เบนซินเครื่องแรกของตัวเองในปี 1903 และในเดือนเมษายน 1904 รถยนต์ Royce 10hp คันแรกก็ถือกำเนิดขึ้น
การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ของ Rolls และ Royce เกิดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 1904 ณ โรงแรม The Midland Hotel ในเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่ง Henry Edmunds ผู้ถือหุ้นในบริษัทของรอยซ์และเพื่อนของรอลส์เป็นผู้จัดแจงขึ้น เมื่อชาร์ลส์ รอลส์ ได้เห็นและทดลองขับ Royce 10hp เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เขากำลังมองหา ความประทับใจในวิศวกรรมอันประณีตของรอยซ์นั้นนำไปสู่ข้อตกลงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: รอลส์จะขายรถยนต์ทุกคันที่รอยซ์สามารถสร้างได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “Rolls-Royce”
กำเนิดตำนาน: Silver Ghost และปรัชญา “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก”
Claude Johnson ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘The Hyphen in Rolls-Royce’ (เครื่องหมายขีดคั่นใน Rolls-Royce) มีบทบาทสำคัญในการสร้างและขยายชื่อเสียงของแบรนด์ เขามีวิสัยทัศน์ด้านการตลาดที่ก้าวล้ำ ในปี 1907 Rolls-Royce 40/50 แรงม้า รุ่น 6 สูบ ได้รับการขนานนามว่าเป็น “The Best Car in the World” คำกล่าวอ้างที่ยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สโลแกน แต่ได้รับการพิสูจน์จากการทดสอบความทนทานอันน่าทึ่งเมื่อรถคันนี้ (ซึ่งภายหลังได้รับการตั้งชื่อว่า Silver Ghost) วิ่งจากลอนดอนไปกลาสโกว์ต่อเนื่องถึง 27 ครั้ง รวมระยะทางกว่า 23,127 กิโลเมตร โดยไม่หยุดพัก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ ความทนทาน และความเงียบสงบที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด Silver Ghost ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์หรู และเป็นบทพิสูจน์ถึงปรัชญาของรอยซ์ที่ว่า “ความสมบูรณ์แบบคือจุดเริ่มต้น”
ยุคแห่งการขยายขอบเขต: จากพื้นดินสู่น่านฟ้าและผืนน้ำ
Rolls-Royce ไม่ได้จำกัดความสามารถทางวิศวกรรมไว้แค่บนท้องถนนเท่านั้น ในช่วงทศวรรษที่ 1920 แบรนด์ได้บุกเบิกเข้าสู่โลกของวิศวกรรมการบินอย่างจริงจัง หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและกับการเปิดโรงงานในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เครื่องยนต์ ‘R’ ของ Rolls-Royce ได้สร้างสถิติความเร็วใหม่ในอากาศ และเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องบินที่เข้าแข่งขัน Schneider Trophy ในปี 1929 ก่อนที่จะพัฒนาต่อยอดเป็นเครื่องยนต์ Merlin แบบ V12 อันเลื่องชื่อ ซึ่งถูกนำไปติดตั้งในเครื่องบินรบระดับตำนานอย่าง Spitfire และ Hurricane ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นถึงขีดสุดของวิศวกรรมยานยนต์และอากาศยานจากผู้ผลิตรายเดียวกัน
ในช่วงทศวรรษที่ 1930 Rolls-Royce ยังคงท้าทายขีดจำกัดด้านความเร็ว ทั้งทางบกและทางน้ำ Sir Malcolm Campbell ทำลายสถิติความเร็วทางบกด้วย Bluebird ในปี 1933 และต่อมา George Eyston ก็ทำลายสถิติด้วย Thunderbolt ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ‘R’ ของ Rolls-Royce ส่วน Sir Henry Segrave ก็สร้างสถิติทางน้ำด้วยเรือ Speed boat Miss England II ที่ใช้เครื่องยนต์ ‘R’ เช่นกัน ความสำเร็จเหล่านี้ตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมที่ไร้ขีดจำกัดของแบรนด์
ในด้านยานยนต์ รุ่น Phantom III ที่เปิดตัวในปี 1930 ถือเป็น Rolls-Royce รุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ V12 ซึ่งยกระดับความหรูหราและสมรรถนะไปอีกขั้น การออกแบบตัวถังแบบ Coach-Built ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ Rolls-Royce ในยุคนั้น ทำให้รถยนต์ทุกคันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ยุคหลังสงครามและการก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล
ช่วงทศวรรษที่ 1940 และ 1950 คือยุคของการเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย Rolls-Royce เริ่มหันมาใช้ตัวถังเหล็กมาตรฐานมากขึ้น เช่นในรุ่น Silver Dawn ซึ่งเบากว่าตัวถัง Coach-Built แบบเดิมอย่าง Silver Wraith ที่ยังคงผลิตอยู่ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้รถยนต์เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น แต่ก็ยังคงรักษามาตรฐานความหรูหราและงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์
ความสัมพันธ์อันยาวนานกับราชวงศ์อังกฤษเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1950 เมื่อเจ้าหญิงอลิซาเบธ (ในขณะนั้น) ได้รับ Phantom IV คันแรก รถรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับพระราชวงศ์และประมุขแห่งรัฐเท่านั้น ด้วยการผลิตเพียง 18 คันทั่วโลก ทำให้ Phantom IV กลายเป็น Rolls-Royce ที่หายากและเป็นที่ต้องการมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ตอกย้ำถึงสถานะของแบรนด์ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์สำหรับบุคคลสำคัญระดับโลก
การเปิดตัว Silver Cloud ในปี 1955 โดยการออกแบบของ JP Blatchley ได้สร้างความฮือฮาด้วยตัวถังเหล็กแบบใหม่ทั้งหมด ผสมผสานความสง่างามเข้ากับสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ส่วน Phantom V ที่ตามมาในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยเครื่องยนต์ V8 และความสามารถในการปรับแต่งตัวถังแบบ Coach-Built ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าผู้ทรงอิทธิพล
ยุค 60 และ 70: เมื่อ Rolls-Royce ก้าวสู่โลกของคนรุ่นใหม่
ช่วงเวลา “Swinging Sixties” คือยุคที่ Rolls-Royce ก้าวเข้าสู่โลกของคนหนุ่มสาวผู้มั่งคั่งและมีชื่อเสียง ดารานักแสดง ร็อกสตาร์ ต่างก็ชื่นชอบและเลือกใช้ Rolls-Royce เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความหรูหรา รถยนต์ Rolls-Royce ปรากฏในภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่อง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อป หนึ่งในตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ Phantom V สีขาวของ John Lennon ที่เขาซื้อในปี 1965 ก่อนจะนำไปเพ้นท์ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันรถคันนี้ได้กลายเป็นวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ทศวรรษที่ 1970 เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับบริษัท แต่ก็มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Corniche สองประตูที่สร้างขึ้นด้วยมือโดย Mulliner Park Ward มีให้เลือกทั้งแบบ Hardtop หรือ Convertible ซึ่งผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 1,306 คัน ส่วน The Camargue ที่ออกแบบโดย Pininfarina ชาวอิตาลี ก็เป็น Rolls-Royce รุ่นแรกที่มีระบบปรับอากาศแบบกระจายหลายทิศทาง แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมด้านความสะดวกสบาย
การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่: Vickers, BMW และโรงงาน Goodwood
ทศวรรษที่ 1980 เป็นยุคที่ Rolls-Royce Motors Limited ถูกซื้อกิจการโดยบริษัท British defence company Vickers ซึ่งนำไปสู่การทำงานร่วมกับ Bentley Motor Cars และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในปี 1985 ในช่วงนี้ Rolls-Royce ยังคงเป็นผู้นำด้านวิศวกรรม Thrust 2 ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ต Rolls-Royce Avon 302 ทำลายสถิติความเร็ว 633.468 ไมล์/ชั่วโมงในปี 1983 นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดตัวรถหรู Full-Size อย่าง Silver Spirit และ Silver Spur (เวอร์ชันฐานล้อยาว) พร้อมกับนวัตกรรมตรา Spirit of Ecstasy แบบพับเก็บได้ที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์มาจนถึงปัจจุบัน
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1990 เมื่อ BMW Group ยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีเข้าซื้อกิจการ Rolls-Royce ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะรักษาและยกระดับมรดกอันล้ำค่านี้ BMW ได้สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ Goodwood ในปี 2003 ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและงานฝีมืออันล้ำสมัย ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในประวัติศาสตร์ของ Rolls-Royce ที่ยังคงสืบทอดปรัชญาแห่งความสมบูรณ์แบบสู่ยุคดิจิทัล
Rolls-Royce ในยุค 2025: ความหรูหราที่ยั่งยืนและไร้ขีดจำกัด
ในวันนี้ปี 2025 Rolls-Royce ไม่ใช่แค่แบรนด์รถยนต์ แต่คือผลงานศิลปะเคลื่อนที่ที่ผสานงานฝีมือระดับปรมาจารย์เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย แบรนด์ยังคงยึดมั่นในแก่นแท้ของความเงียบสงบ ความนุ่มนวล และการสร้างสรรค์ตามสั่ง (Bespoke) แต่ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้มั่งคั่งในศตวรรษที่ 21
กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์:
Phantom: ยังคงเป็นเรือธง เป็นนิยามของความหรูหราสง่างามและเป็นรถยนต์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชันย์แห่งท้องถนน” ด้วยงานฝีมือสุดประณีตและประสบการณ์การเดินทางที่ไร้ที่ติ
Ghost: สำหรับลูกค้าที่ต้องการความหรูหราที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมากขึ้น เน้นประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับความคลาสสิกอย่างลงตัว
Cullinan: การเข้าสู่ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ของ Rolls-Royce คือการตัดสินใจที่กล้าหาญและประสบความสำเร็จอย่างสูง Cullinan ไม่เพียงนำเสนอความหรูหราในแบบ Rolls-Royce บนทุกสภาพเส้นทาง แต่ยังเปิดประตูสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ต้องการความเอนกประสงค์พร้อมสถานะที่โดดเด่น
Black Badge Series: ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสปอร์ต หรูหรา ดุดัน และไม่เหมือนใคร ด้วยการตกแต่งที่เข้มข้นขึ้น สมรรถนะที่เร้าใจ และงานฝีมือที่เน้นความร่วมสมัย Black Badge กลายเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหราที่กล้าท้าทาย
Spectre: ยุคใหม่ของพลังงานไฟฟ้า: นี่คือการปฏิวัติที่สำคัญที่สุดของ Rolls-Royce ในยุค 2025 – การเปิดตัว Rolls-Royce Spectre รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ Spectre ไม่ใช่แค่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป แต่คือ “Super Coupé Electric” ที่ยังคงรักษา DNA ของ Rolls-Royce อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นความเงียบสนิท สมรรถนะอันทรงพลัง และงานฝีมือ bespoke ที่ไม่มีใครเทียบได้ Spectre เป็นบทพิสูจน์ว่า Rolls-Royce ไม่เพียงปรับตัวเข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงเป็นผู้นำในการกำหนดอนาคตของยานยนต์หรูพลังงานไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนี้ไม่ได้ลดทอนความหรูหราลงแม้แต่น้อย แต่กลับเสริมประสบการณ์การขับขี่ให้ไร้รอยต่อและเงียบสงบยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออนาคต:
Rolls-Royce ในปี 2025 ผสานเทคโนโลยี AI และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connectivity) เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ ตั้งแต่ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ทำงานได้อย่างราบรื่น ระบบ infotainment ที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ ไปจนถึงการใช้ Big Data ในการพัฒนาระบบบำรุงรักษาเชิงป้องกัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้าง “ประสบการณ์อันเงียบสงบและไร้ที่ติ” ซึ่งเป็นแก่นแท้ของ Rolls-Royce มาโดยตลอด
Bespoke: หัวใจสำคัญของความหรูหราอันเป็นส่วนตัว:
ปรัชญา “Bespoke” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Rolls-Royce ในยุค 2025 ลูกค้าไม่ได้แค่ซื้อรถยนต์ แต่กำลังลงทุนในผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ตั้งแต่สีภายนอกที่ปรับแต่งได้นับล้านเฉด ลายไม้และวัสดุหนังภายในที่คัดสรรมาอย่างดี ไปจนถึงการฝังเพชร หรือการปักลวดลายที่ไม่ซ้ำใครบนเพดาน Star-light Headliner ความสามารถในการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่สะท้อนบุคลิกและความปรารถนาของผู้ครอบครองได้อย่างไร้ขีดจำกัด คือสิ่งที่ทำให้ Rolls-Royce แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ อย่างแท้จริง
มรดกที่ยังคงอยู่และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต
Rolls-Royce ได้รับการยอมรับในฐานะผู้สร้าง “เครื่องยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” และ “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” มานานกว่าศตวรรษ และในยุค 2025 แบรนด์ยังคงรักษาสถานะนี้ไว้ได้อย่างมั่นคง ด้วยการผสานนวัตกรรมเข้ากับมรดกอันทรงคุณค่า งานฝีมือชั้นเลิศเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ “ความสมบูรณ์แบบ” ที่เฮนรี รอยซ์ เคยใฝ่ฝันไว้ ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ Rolls-Royce ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
Rolls-Royce คือสัญลักษณ์ของการแสวงหาความสมบูรณ์แบบที่ไม่เคยสิ้นสุด เป็นบทพิสูจน์ว่าความหรูหราที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่คือการผสมผสานของประวัติศาสตร์ งานฝีมือ นวัตกรรม และความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งที่ “พิเศษที่สุด” เพื่อลูกค้าผู้ทรงเกียรติอย่างแท้จริง
หากท่านปรารถนาจะสัมผัสประสบการณ์ความหรูหราเหนือระดับ วิศวกรรมอันไร้ที่ติ และงานฝีมืออันเป็นเลิศที่ได้รับการสร้างสรรค์มานานกว่า 120 ปี พร้อมวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลไปสู่อนาคตพลังงานไฟฟ้าแห่งความยั่งยืน เรียนเชิญเยี่ยมชมผู้แทนจำหน่าย Rolls-Royce อย่างเป็นทางการ เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและค้นพบ “จักรพรรดิแห่งยนตรกรรมหรู” ที่จะเติมเต็มทุกความปรารถนาของท่านให้เป็นจริง.

